การที่ไทยถูกจัดอันดับเกินร้อยในดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของโลก จากการสำรวจ 180 ประเทศ มีคะแนนความโปร่งใสเพียง 36 จาก 100 เมื่อปี 2565 ไม่ใช่เรื่องน่ากังขาอีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายการเมืองและภาคประชาชนทยอยเปิดโปงการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ
ไม่ว่ากรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดปูมสติ๊กเกอร์ส่วยทางหลวง ซึ่งประเมินความเสียหายหลักหมื่นล้านต่อปี
หรือกรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. ลงดาบเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาธิการของกรุงเทพมหานคร เรียกรับเงินใต้โต๊ะ 3 แสนบาท สำหรับการพิจารณาใบอนุญาตปรับปรุงซ่อมแซมอาคาร
ถ้าประเมินความสูญเสียของภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปที่ต้องเพิ่มค่าอำนวยความสะดวกทั้งที่ทำตามกฎหมายแล้ว อาจมีมูลค่าไม่น้อยไปกว่ากัน
การเปิดโปงและตรวจสอบส่วยและเงินใต้โต๊ะยังขยายไปยังกิจการอื่นๆ เช่น กิจการรถตู้ การขายลอตเตอรี่ การเปิดสถานบันเทิง การนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง ไปจนถึงโครงการด้านสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ ฯลฯ
ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่คนในสังคม หรือแม้แต่ผู้นำหน่วยงานของรัฐยอมรับว่า “มีมานานแล้ว” แต่กลับไม่ถูกตีปี๊บเหมือนกับโครงการรับจำนำข้าว
กลไกของรัฐอยู่ในสภาพที่จัดการปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงที่การเมืองเหมือนถูกสะกดจิตด้วยการทำรัฐประหาร
ฝ่ายมีอำนาจและผู้สนับสนุนมักใช้วาทกรรมล้อมกรอบเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและนักการเมือง ว่าเป็นพวกโกงกินที่สมควรถูกกำจัดไปโดยกลุ่มคนดีและหวังดีกับประเทศ
แต่ ณ วันนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่
การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แม้ไม่ใช่เรื่องวิเศษที่จะช่วยแก้ปัญหา หรือยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนได้สมบูรณ์
แต่อย่างน้อยคือพัฒนาการสำคัญที่เปิดทางให้คนจำนวนมากเข้ามาร่วมตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่หมักหมม หรือ “มีมานานแล้ว”
การเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองของผู้ว่าฯ ชัชชาติ หรือ ว่าที่ส.ส.วิโรจน์ ในฐานะตัวแทนประชาชน เป็นสัญญาณเตือนเจ้าหน้าที่รัฐที่เคยทุจริต หรือทุจริต หรือคิดจะเดินตามรอยการทุจริตของคนรุ่นก่อน ว่ากลไกและอำนาจการตรวจสอบของประชาชนมีเพิ่มขึ้น และจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ตัวแทนประชาชนจึงไม่ใช่แค่คนที่เข้ามาพูดแค่ว่าตัวเองเป็นคนดีและไม่โกงอีกต่อไป แต่ต้องมีการปฏิบัติที่เห็นผลเป็นจริงด้วย