คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องให้สอบสวนกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 3 คำร้อง
ระบุมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในการรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุการถือหุ้นสื่อ จากการครอบครองหุ้นของนวน 42,000 หุ้น
มติดังกล่าวให้เหตุผลว่าคำร้องที่ยื่นให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นเกินระยะเวลาตามระเบียบที่กำหนดไว้
จึงเป็นเหตุให้คำร้องที่มีผู้ยื่นร้องทั้ง 3 คำร้องในประเด็นดังกล่าว มีอันต้องตกไป ไม่ต้องนำมาพิจารณาใดๆ ทั้งสิ้นต่อไปแล้ว
แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติในประเด็นอื่น สั่งให้ไต่สวนว่าเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งและรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง
อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จึงเห็นควรพิจารณาไต่สวนเป็นกรณีที่มีเหตุ อันควรสงสัยหรือความปรากฏ นั้นให้ได้ความจริง ถ้าหากมีพยานหลักฐานก็จะต้องร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดี
กรณีนี้ เป็นการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติ จากพนักงานสอบสวน อัยการ จากนั้นก็เข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
สําหรับความกรณีตามมาตรา 42(3) และมาตรา 151 ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีบทกำหนดโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000- 200,000 บาท
นอกจากนี้ ยังให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์การเลือกตั้งในทุกระดับของผู้ที่ฝ่าฝืนมีกำหนดระยะเวลา 20 ปีด้วย แต่กระบวนการกว่าคดีจะถึงที่สุดนั้น จะต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน
แต่เรื่องนี้จะนำไปสู่ข้ออ้างทางการเมืองทั้งในสภาและนอกสภา อันจะสร้างความยุ่งยากและความไม่ราบรื่นบนเส้นทางการเมืองแก่แคนดิเดต นายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกลได้
การดำเนินการใดๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ จึงต้องรอบคอบ ไม่หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่าหรือราดน้ำมันเข้ากองไฟ แต่ต้องเปิดโอกาสและความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ โดยคำนึงถึงเสียงของประชาชนด้วย