มติโหวตคว่ำว่าที่ 7 กกต.ของสนช. ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความวิตกกังวลว่า อาจกระทบต่อโรดแม็ปการเลือกตั้ง
แม้ทั้งรัฐบาลและสนช.จะปฏิเสธ หากแต่ทุกฝ่ายยังหวาดระแวง
ในมุมมองของนักวิชาการมองว่ามตินี้สะท้อนอะไร และส่งผลต่อการเลื่อนเลือกตั้งหรือไม่

โคทม อารียา
ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล
ส่วนตัวไม่ทราบจริงๆว่าทำไม สนช.ถึงมีมติคว่ำบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็น กกต.ทั้ง 7 คน รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หากวิเคราะห์ตามประสาคนซื่อก็ต้องเชื่อตามที่มีการอธิบายว่าบุคคลที่ได้รับการสรรหานั้นแม้จะมีคุณสมบัติถูกต้องแต่ขาดความรู้ ความสนใจ ขาดความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะประสบ การณ์ในการจัดการเลือกตั้ง
รวมถึงกระบวนการสรรหาในส่วนของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ แม้ว่าศาลฎีกาว่าจะทำหนังสือถึงสนช.ยืนยันว่ากระบวนการสรรหาดำเนินการอย่างถูกต้องก็ตาม
แต่ขอตั้งข้อสังเกตเป็นการส่วนตัวว่าบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกมา 15 คนก่อนหน้านี้ 3 คนมาจากภาคประชาสังคม โดย 2 ใน 3 คนมีประสบการณ์เรื่องการเลือกตั้งอย่างชัดเจนแต่กลับไม่ถูกเลือกเข้ามาแม้แต่คนเดียว ทั้งที่ควรจะมีสักหนึ่งคนที่ได้เข้าไปร่วมเป็นกกต.
ส่วนคะแนนที่ออกมานั้นมีข้อสังเกตว่าคะแนนไม่สูสี คะแนนสอบผ่านต่ำกว่าเกณฑ์ ส่วนที่ลงคะแนนไม่ผ่านมีจำนวนมาก ทำให้คิดได้ว่าคนที่ลงคะแนนให้ไม่ผ่านนั้นอาจมีเสียงกระซิบ หรือได้รับการเสนอแนะว่าถ้าให้คะแนนไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร ไม่เสียหาย เพราะจะได้เปิดทางให้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาสมัคร ที่สำคัญแสดงให้เห็นว่า สนช.มีความเป็นอิสระ
ส่วนที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจทำให้การเลือกตั้งตามโรดแม็ปต้องช้าออกไปอีกนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเพราะยังมี กกต.รักษาการอยู่ เชื่อว่าจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการจัดการเลือกตั้งอยู่แล้ว
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า กกต.รักษาการอาจจะลาออกเพราะไม่อยากรับเผือกร้อนจนอาจทำให้เกิดสุญญากาศ นำไปสู่การใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้น หากกกต.ทำแบบนั้นก็คงจะลำบาก จะอธิบายกับสังคมอย่างไร
ในเมื่อที่ผ่านมาพยายามไม่ให้มีการเซ็ตซีโร่ กกต. และบอกกับสังคมว่ามีประสบการณ์ มีความพร้อม สุดท้ายกลับกลัวปัญหา หากมีจิตอาสา ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา จะต้องไปกลัวอะไร
และหากมีการใช้มาตรา 44 ประเด็นนี้จริง คงแย่มาก จริงๆ ควรเลิกใช้นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 6 เม.ย.60 หากใช้จริงก็คงเต็มกลืน แล้วเราจะมีรัฐธรรมนูญไว้ทำไม
หลังจากนี้ต้องจับตากันต่อให้ดี ส่วนตัวพยายามมองโลกในแง่ดีแต่ก็ไม่เชื่อ 100% ว่าจะไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะที่ผ่านมามักมีจะมีปาฏิหาริย์ทางกฎหมายเกิดขึ้น

ชำนาญ จันทร์เรือง
นักกฎหมายมหาชน
มติของสนช.ที่ไม่เห็นชอบว่าที่กกต.ทั้ง 7 คน ไม่เป็นธรรมชาติอย่างแน่นอน สะท้อนว่ามีไฟเขียวมาให้โหวตคว่ำแต่คงไม่ถึงขั้นเป็นใบสั่ง เพราะดูจากคะแนนที่ยังมีแกว่งๆ บ้าง ไม่ลงท้ายด้วยศูนย์เหมือนที่ผ่านๆมา
หากพิจารณากันก่อนหน้านี้ก็จะพบว่ามันมีสัญญาณมาเป็นระยะๆ ถึงว่าที่กกต.บางรายที่อาจไม่ผ่านการพิจารณา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโควตา 2 คน จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่มีการตั้งข้อสังเกตตอนลงคะแนนคัดเลือกว่าเป็นแบบลับ ไม่เป็นไปอย่างเปิดเผย ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกว่าด้วยกกต.กำหนดไว้ จนอาจส่งผลให้มีปัญหาขัดกับรัฐธรรมนูญ
ขณะที่อีก 1 คนสายมหาดไทย ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสรรหาก็มีข้อครหาเรื่องความสัมพันธ์ในหน้าที่การงาน เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย แม้ไม่ได้กินเงินเดือนจนเข้าข่ายขัดคุณสมบัติแต่ก็ถูกวิจารณ์ว่ามีการวางตัวไว้เพื่อเตรียมพร้อมต่อการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นเป็นสำคัญ
เมื่อเป็นดังนั้นหากจะลงมติคว่ำเป็นรายบุคคลภาพที่ออกมาจะทำให้ดูเป็น สนช.เปิดศึกกับศาลฎีกาโดยตรง ทางออกเดียวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการร้องเรียนในอนาคต สนช.จึงต้องลงมติคว่ำทั้งหมด เหตุผลก็เป็นไปตามที่กล่าวไป ข้ออ้างว่า 7 ว่าที่กกต. ไม่มีประสบการณ์ตรงนั้นฟังไม่ขึ้น
แต่ส่วนตัวขอทายว่าข้ออ้างนี้จะช่วยปูทางให้คณะกรรมการสรรหาใช้เป็นคำอธิบายต่อการไปทาบทามบุคคลมารับการสรรหา อันเป็นอำนาจใหม่ ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกเปิดช่องไว้ให้ เนื่องจากการคัดเลือกรอบที่ผ่านมาได้คนไม่มีประสบการณ์
จึงต้องคอยจับตาดูตัวบุคคลที่จะถูกเทียบเชิญในการสรรหากกต. ครั้งถัดไป โดยเฉพาะจากสายมหาดไทยที่ยังมีตัวบุคคลอีกมากที่เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการจัดการเลือกตั้ง
ส่วนโรดแม็ปการเลือกตั้งในภาพรวมนั้นกระทบแน่นอนเพราะกระบวน การสรรหาต้องเริ่มใหม่ ตั้งแต่การเปิดรับสมัคร 20 วัน การคัดเลือกโดยคณะกรรมการสรรหา การตรวจสอบความประพฤิติและจริยธรรมอีก 45 วัน การลงมติรับรองโดยสนช. และขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ
ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ ที่ล่าสุดทูตอียูก็เข้า หารือกับทางรัฐบาลถึงโรดแม็ปเลือกตั้ง
ระหว่างที่ยังไม่มีกกต.ชุดใหม่ กกต.ชุดเก่าก็ยังคงต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไป แต่ก็มีคนหนึ่งจะอายุครบ 70 ปี ต้องพ้นวาระการดำรงตำแหน่ง แน่นอนว่าต้องได้กกต.ชุดใหม่ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป
แต่ระหว่างทางที่ต้องมีการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือส.ว.ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกครหา และตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำหน้าที่ที่ไม่เต็มร้อย เนื่องด้วยสถานะของการรักษาการจะส่งผลต่อการตัดสินใจของกกต.ทันที เพราะกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ทำอะไรได้มาก
และแน่นอนว่าการทำหน้าที่แต่ละครั้งสุ่มเสี่ยงจะต้องเจอคำฟ้องร้องเรียนตามมาอีกมากมาย

ธนาพร ศรียากูล
นายกสมาคมรัฐศาสตร์แห่ง ม.เกษตรศาสตร์
การโหวตคว่ำว่าที่ 7 กกต. จะมีใบสั่งหรือไม่ก็คงจะไม่มีใครยอมรับ เพราะนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ก็บอกว่าไม่มี แต่ก็ยากที่จะเชื่อเพราะแม่น้ำ 5 สายส่วนมากก็มาจากที่เดียวกัน
ดังนั้น จะให้สังคมเชื่อว่าเป็นอิสระต่อกันคงไม่มีใครเชื่อเด็ดขาด จึงเป็นเรื่องที่สังคมเชื่อไปแล้วว่าน่าจะมีใบสั่ง ส่วนตัวคิดว่ามีใบสั่งหรือไม่ก็ดูตามเหตุผล เหมือนเราเลือกเจ้าหน้าที่ไปทำงาน ตั้งคนไปทำงาน แล้วจะมาบอกว่าคนทำงานไม่ต้องมาฟังคำสั่งเลยก็ไม่น่าจะได้
ส่วนผลที่ออกมาไม่รู้สึกเกินความคาดหมาย เพราะเคยพูดไว้แล้ว คสช.เป็นผู้กำหนดเกณฑ์ การพูดอย่างนี้ไม่ได้ รังเกียจคสช.แต่ตั้งแต่เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน ไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง มาถึงเรื่องการคว่ำว่าที่กกต.
แม้จะบอกว่ายังมีกกต.ชุดเก่าอยู่ แต่กกต.เก่าจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็มีข้ออ้างว่าถ้ากกต. ยังทำหน้าที่ หากมีใครไปยื่นร้องต่อศาล จุดนี้อาจไม่มีกกต. จนทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง แล้วใครจะรับผิดชอบ
ส่วนที่วิจารณ์ว่าจะเป็นการสมคบคิดโดยกกต.ชุดปัจจุบันอาจลาออก เพราะไม่อยากรับเผือกร้อน ทำให้เกิดสุญญากาศนำไปสู่การใช้อำนาจพิเศษนั้น เห็นว่าสุญญากาศนั้นไม่มี เพราะคสช.มีอำนาจสูงสุดอยู่แล้ว
แต่สุญญากาศที่จะเกิดขึ้นคือการเลือกตั้งต่างหาก เพราะยังมองไม่เห็นว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไร สูญญากาศทางการเมืองเป็นเรื่องของประชาชน เพราะไม่รู้จะเลือกตั้งเมื่อไร
และหากจะใช้มาตรา 44 มาแก้ปัญหาก็ยาก วันนี้ความน่าเชื่อถือของมาตรา 44 ลดน้อยถอยลง ถ้าลองสังเกตดูจะพบว่าการทำงานตามมาตรา 44 หลายเรื่องก็ไม่ได้เข้มข้นอีกแล้ว บางอย่างอาจมีความชัดเจนน้อยกว่ากฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างด้วย มาตรา 44 วันนี้ออกมาได้ก็ไม่เหลือสภาพบังคับใช้อยู่แล้ว
ส่วนที่รัฐบาล สนช.ประสานเสียงยืนยันการคว่ำ 7 กกต.ไม่ส่งผลต่อโรดแม็ปเลือกตั้งนั้นทั้งนายพรเพชร และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ตอนเราร่างกฎหมายออกมาอาจบอกว่าดีแล้ว พอศาลไปตีความก็อออกมาอีกแบบหนึ่งได้
สมมติว่าใครไปร้องศาลว่ากกต.ชุดที่มีอยู่ขัดรัฐธรรมนูญ เกิดศาลบอกว่าขัดจริง คราวนี้ยุ่งแน่ และนายพรเพชร กับนายวิษณุ ก็ไม่ได้มีหน้าที่ตรงนั้น จึงไม่ได้สร้างความเชื่อมั่น หรือทำอะไรให้ดีขึ้น แม้แต่นายกฯ พูดคนก็ไม่ค่อยเชื่อกันแล้ว
ยกเว้นวันนี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญพูดเลยว่าใครมาร้องไม่เอา แต่ศาลทำอย่างนั้นไม่ได้
การที่ สนช.ไม่เอากกต.ทั้ง 7 คน ทั้งที่ผ่านการกลั่นกรองจากกรรมการสรรหา แล้วใครเป็นกรรการสรรหา สนช.ถึงไม่เอา ในทางเทคนิคแล้วจะทำงานกันอย่างไรต่อไป ทางฝ่ายตุลาการ 2 คน เขาจะมีความรู้สึกอย่างไร ส่วนประเด็นเรื่องการเมืองก็ยิ่งไปตอกย้ำให้คนเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่มีแน่ ปี’61 ไม่ต้องพูดกัน ขยายบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน ก็ขยายวันเลือกตั้งออกไป ปี’62 แต่ตอนนี้ปี’62 ก็คงไม่มีใครเชื่อกันแล้ว
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน วันนี้เราน่าจะถึงเวลาแสดงความคิดกันว่าอยากให้เป็นไปในทางใด เราเหมือนเกาะขอนไม้ยังมองไม่เห็นฝั่ง คสช.ก็แสดงให้เห็นว่ายังไม่มั่นใจที่จะจัดการเลือกตั้ง
แต่เห็นว่านายกฯ จะเชิญหัวหน้าพรรคไปพูดคุย พรรคการเมืองคงให้เกียรติ แต่จะเชื่อหรือไม่คงมีคำตอบในใจแล้วว่าจะเชื่อได้แค่ไหน เพราะถ้าคุณพูดคนจะฟัง ถ้าคุณทำคนจึงจะเชื่อ