ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคก้าวไกลปรับเปลี่ยนเร็วขึ้น หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือ 500 คนเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา
ขั้นตอนต่อไป ส.ส.จะต้องไปรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นไปจนถึง วันที่ 28 มิถุนายน
เมื่อเสร็จแล้วจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา จากนั้น จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 6 กรกฎาคม
ก่อนถึงขั้นตอนประธานสภาเรียกประชุมร่วมรัฐสภา ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคม
หากทุกอย่างเรียบร้อยคาดว่าจะมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่วันที่ 21 กรกฎาคม แล้วจึงเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนทำหน้าที่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นเพียงกรอบเวลาที่กำหนด ไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ส่วนสถานการณ์วันจริงจะเป็นตามนั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง
โดยเฉพาะการเลือกประธานสภาหากยึดตามกรอบเวลาใหม่ หมายความว่าพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย มีเวลาอีกเพียง 10 กว่าวันในการพูดคุยตกลงกันให้ได้ว่า ตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัตินี้จะเป็นของพรรคอันดับหนึ่ง หรือพรรคอันดับสอง ที่มีเสียงส.ส.ในมือห่างกันเพียง 10 เสียง
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย 1 ในพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ระบุว่า สองพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดต้องรู้ว่าตำแหน่งประธานสภาสำคัญ ไม่ใช่แค่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ยังสำคัญกับสถานการณ์การเมืองขณะนี้
จึงฝากความหวังและให้กำลังใจพรรคอันดับหนึ่งและสอง ให้พูดคุยกัน เสียสละ เพื่อส่วนรวม เพราะถ้าไปโหวตแข่งกัน เมื่อไหร่ฝ่ายประชาธิปไตยจบแน่
ท่ามกลางแผนเสี้ยมของขั้วอำนาจเก่า พยายาม ขัดขวางไม่ให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยรวบรวมเสียง จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สกัดกั้นไม่ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เป็นนายกฯ
การเลือกบุคคลเหมาะสมเป็นประธานสภา จึงเป็น ขั้นตอนมีความสำคัญ หากเกิดความไม่ราบรื่นตั้งแต่แรก ก็จะทำให้ขั้นตอนถัดไปในการโหวตเลือกนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาล ยากลำบากไปด้วย
รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าการเลือกนายกฯ ต้องแล้วเสร็จในกี่วัน จึงไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ากระบวนการขั้นตอนดังกล่าวจะเสร็จเร็วหรือช้า หรือจะมีสิ่งใดพลิกผัน
แต่ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่ประชาชนอยากเห็น ที่สุดตอนนี้คือการจับมือของ 8 พรรคร่วม เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยเร็ว นอกจาก เพื่อขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติ ยังเพื่อป้องกันไม่ให้ขั้วอำนาจเดิมฉวยโอกาส ฟื้นคืนชีพได้อีก