FootNote : การเลือก ที่ประชุม 4 กรกฎา จุดตัด เส้นแบ่ง ทางการเมือง

ต้องยอมรับว่าการปรากฏขึ้นของ นายอดิศร เพียงเกษ ต่อตำแหน่ง “ประธานสภา” คือ เงาสะท้อนแห่ง “องคาพยพ” ภายในในแบบของพรรคเพื่อไทย

เมื่อประสานเข้ากับเสียงของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายประยุทธ์ สิริพานิช นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ยิ่งชัดเจน

ชัดเจนในลักษณะอันเป็น “ตัวแทน” เป็น “มุ้ง” ทางการเมือง

นั่นก็คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นขาใหญ่ที่สะสมกำลังจากพรรคมวลชน พรรคความหวังใหม่ ซึ่งมีเครือข่ายและสายสัมพันธ์ อยู่กับ ส.ส.ภาคอีสานมาอย่างยาวนาน

นั่นก็คือ นายประยุทธ์ สิริพานิช เป็นรูปเงาแห่ง “บ้านใหญ่” ที่เติบโตมาจากมหาสารคาม นั่นก็คือ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ดำรงอยู่อย่างเป็นตัวแทนของเชียงรายและภาคเหนือ

นี่คือองค์ประกอบอันประกอบส่วนขึ้นเป็นพรรคไทยรักไทย ต่อเนื่องมายังพรรคพลังประชาชน และดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่นมั่นคงในพรรคเพื่อไทย

เป็นองค์ประกอบที่คล้ายกับพรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ

เป็นร่องรอยแห่ง “การเมืองเก่า” ภายใน “พรรคเพื่อไทย”

บรรดาขาใหญ่ทางการเมืองเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลและบาร มีทางการเมืองของ นายทักษิณ ชินวัตร และรวมถึงตัวแทนที่ส่งมาจาก นายทักษิณ ชินวัตร

ไม่ว่าจะในนาม นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ว่าจะในนาม นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หรือแม้กระทั่ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว

จึงไม่แปลกที่เมื่อเกิดปัญหาอันเกี่ยวกับตำแหน่ง “ประธานสภา” รวมถึงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ทุกคนจะรอคอยฟังอนุสาสน์อันมาจาก นายทักษิณ ชินวัตร ว่าจะว่าอย่างไร

รองจาก นายทักษิณ ชินวัตร ก็เงี่ยหูคอยฟังและติดตามการเคลื่อนไหวของคนสำคัญไม่ว่าจะเป็น นส.แพทองธาร ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน

แถลงจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว จึงมีน้ำหนักไม่มากแม้จะเป็นหัวหน้าพรรค แถลงจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง จึงมีน้ำหนักไม่มากแม้จะเป็นเลขาธิการพรรค

ยิ่งเมื่อ “ขาใหญ่” ไม่เห็นความสำคัญ ยิ่งเกิดความไม่แน่นอน

ปัญหาอันเนื่องแต่การออกโรงของบุคคลระดับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายอดิศร เพียงเกษ นายประยุทธ์ สิริพานิช นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน จึงก่อให้เกิดภาวะสั่นไหวเป็นอย่างสูง

ทำให้การประชุมของ 8 หัวหน้าพรรคพันธมิตรภายใต้ MOU เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ไม่มีความหมาย

ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย หากในที่สุดแล้วพรรคเพื่อไทยไม่สามารถก่อเอกภาพได้ว่าจะร่วมกับพรรคก้าวไกลหรือไม่ก็จะก่อให้เกิดสถานการณ์ใหม่ตามมา

นั่นก็คือ บันทึกข้อตกลงหรือ MOU ที่ร่วมลงนามกันเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ก็จะพังครืนราวประสาททรายต้องคลื่นและนั่นคือจังหวะก้าวใหม่สำหรับพรรคเพื่อไทย

ความเชื่อในเรื่อง “ดีล” ที่เคยมีก่อนการเลือกตั้งจึงได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงเพราะเท่ากับชี้ทิศทาง “ใหม่” ในทางการเมือง

สถานการณ์ในวันที่ 3 กรกฎาคมจึงมีความสัมพันธ์ต่อการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือก “ประธาน” และ “รองประธาน” สภาในวันที่ 4 กรกฎาคมเป็นอย่างสูง

เท่ากับเป็น “คำตอบ” ต่อทุก “คำถาม” อันเป็น “ข้อสงสัย”

เท่ากับเป็นการชี้ทิศทางในทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยว่าจะยังอยู่บนเส้นทางสายเดียวกับพรรคเพื่อไทย หรือว่าเอนเอียงไปยังอีกหนทางหนึ่งซึ่งโลดโผนมากยิ่งกว่า

ทั้งหมดนี้จึงมิได้ระทึกใจเฉพาะพรรคก้าวไกล หากเป็นความระทึกใจของพรรคเพื่อไทยรวมถึงพรรคพลังประชารัฐ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน