เสียงเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาลงมติเห็นชอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกลดังขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ภาคประชาชน ตลอดจนบุคคลในวงการต่างๆ พากันออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องไปในทางเดียวกัน
ยืนยันว่านายพิธามีความชอบธรรมและคุณสมบัติเพียงพอที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แม้ว่าจะมีการยื่นร้องให้ตรวจสอบในเรื่องต่างๆ อยู่
แต่กรณีดังกล่าว ก็ยังไม่ได้ชี้มูลว่ามีความผิดว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายใดๆ
ข้อเท็จจริงคือนายพิธาและพรรคก้าวไกล ได้รับเลือกตั้งด้วย 14,438,851 คะแนน ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 151 คน
เป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง จึงเป็นความชอบธรรมที่จะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามฉันทามติของประชาชน
เมื่อรวบรวมเสียงได้มากเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรได้ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาแล้ว นายพิธาย่อมต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาล
แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ร่างโดยกระบวนการจากคณะรัฐประหาร และกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกนายกรัฐมนตรีจึงทำให้เกิดปัญหา เพราะมีการตั้งเงื่อนไขต่างๆ นานา
ดังนั้น การประชุมรัฐสภาในวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคมนี้ จึงจะเป็นการพิสูจน์ว่านายพิธาและพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรค จำนวน 312 เสียงจะได้ไปต่อจากเสียงและมือของวุฒิสภาหรือไม่
ถ้าหากยังไม่สามารถโหวตให้ผ่านเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภาได้ คาดว่าจะมีปฏิกิริยาจากประชาชนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลและพรรคร่วม
ประธานรัฐสภาคนปัจจุบันย้ำแล้วย้ำอีกว่ารัฐสภามีอำนาจและหน้าที่แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จะต้องดำเนินการเพื่อให้มีนายกรัฐมนตรีไปบริหารประเทศให้ได้
ถ้าครั้งแรกลงมติไม่ผ่านเสียงไม่ครบ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ในวันพุธที่ 19 กรกฎาคมก็จะนัดประชุมใหม่อีกครั้ง ถ้าไม่ผ่านอีกสมาชิกวุฒิสภาจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก พร้อมจะมีคำถามทั่วประเทศว่ามีไว้ทำไมด้วย