FootNote:คำถาม ต่อ ควบคุม “ฝูงชน” ใต้ จุด “เปลี่ยน” สถานการณ์
มีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก ต่อการเคลื่อนไหวที่ปรากฏในสถานการณ์และความขัดแย้งใหม่ เนื่องแต่การลงมติต่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในที่ประชุมรัฐสภา
คล้ายกับจะเป็นการเคลื่อนไหวอย่างที่เคยเกิดขึ้นตลอดทั้งปี 2563 และต่อเนื่องมาจากปี 2564 ปี 2565
ท่าทีจาก “ตำรวจ” จึงเหมือนเดิม ทั้งๆที่สถานการณ์เปลี่ยนไป
หากประเมินจากการตระเตรียมของตำรวจต่อสถานการณ์ในวันที่ 13 กรกฎาคม ก็จะสัมผัสได้ในวิธีวิทยาในการบริหารจัดการ ที่แทบมิได้มีการเปลี่ยนปรับ
นั่นก็คือ การประกาศให้เป็นพื้นที่ “ต้องห้าม” ในการชุมนุม นั่นก็คือการตระเตรียม รถน้ำ รถฉีดน้ำ ประสานกับการจัดวางกำลังหลาย 10 กองร้อยเพื่อรับมือ
จากนั้น ก็จะเป็นภาพอันคุ้นตาของตู้คอนเทนเนอร์ตามจุดต้องห้าม พร้อมกันกับลวดหนามหีบเพลง เพื่อขวางมิให้การเคลื่อนขบวนดำเนินไปด้วยความราบรื่น
นี่ย่อมเป็นภาพอันเจนตาจากยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ขณะที่ในความเป็นจริงสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566
การเปลี่ยนของสถานการณ์สะท้อนให้เห็นถึงชัยชนะอย่างท่วมท้น และเด่นชัดในขอบเขตทั่วประเทศของพรรคก้าวไกลอันมี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นตัวแทน
ประสานเข้ากับชัยชนะที่มาเป็นอันดับ 2 ของพรรคเพื่อไทยอันมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นตัวแทน
รูปธรรมก็คือคะแนนเสียงที่ไปแตะอยู่ที่ 25 ล้าน
ผลสะเทือนโดยฉับพลันทันใดก็คือ คำประกาศอำลาและวางมือทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาพร้อม กับการจำนนต่อคะแนนเพียงกว่า 4 ล้านที่ได้รับ
แม้จะมีคะแนนจากพรรคพลังประชารัฐอันมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รวมเข้ากับพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ก็ยังมีจำนวนน้อยกว่า
นี่คือเหตุปัจจัยอันเป็นรูปธรรมที่ทำให้ “สถานการณ์” เปลี่ยน
ผลจากการโหวตในที่ประชุมรัฐสภาในทางนิตินัยบนพื้นฐานแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แสดงความพ่ายแพ้ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แต่ก็ไม่แน่ว่าเป็น “ชัยชนะ” อย่างแท้จริง
เนื่องจากวางอยู่กับรากฐานที่ปฏิเสธ “เสียง” ประชาชน
เท่ากับยืนยันว่าการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม เสมอเป็นเพียงเรื่องหลอกเสมือนเป็นเพียงพิธีกรรม ความเป็นจริงอยู่ที่การลงมติในวันที่ 13 กรกฎาคม มากกว่า
ตรงนี้ต่างหากที่จะสร้างความชอบธรรม ให้กับการเคลื่อนไหวครั้งใหม่อันดำเนินไปเป็น “อาฟเตอร์ช็อก” ในทางการเมือง