ก่อนหน้าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาจะโหวตนายกรัฐมนตรีในรอบแรกเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม มีเสียงเตือนว่าหากฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภา หรือส.ว. ไม่เคารพเจตนารมณ์ประชาชน 26 ล้านเสียงที่สนับสนุน 8 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ในการจัดตั้งรัฐบาล ผลักดันนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

อาจสร้างความไม่พอใจให้กับมวลชนฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยได้

ความไม่พอใจนี้ไม่เพียงแสดงออกผ่านการเคลื่อนขบวนชุมนุมไปตามท้องถนน หรือสถานที่ราชการสำคัญ

แต่ยังเคลื่อนไหวผ่านโลกโซเชี่ยลออนไลน์ ซึ่งได้แสดงความต้องการนั้นชัดเจนผ่านการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม

กระแสประชาชนร้อนแรงในโลกโซเชี่ยล คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์วันที่ 13 กรกฎาคม และอาจต่อเนื่องยาวนาน หากประชาชนยังไม่ได้รับสิ่งที่พวกเขาควรจะได้อย่างชอบธรรม

วันที่ 19 กรกฎาคม ที่ประชุมร่วมรัฐสภานัดหมายลงคะแนนโหวตเลือกนายกฯ อีกครั้ง สิ่งที่ประชาชนผู้หวงแหนประชาธิปไตยเรียกร้องก็คือ อยากให้ส.ว.ทบทวนจุดยืนเสียใหม่ แก้ตัวจากกระทำที่ไม่ปกติเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ไม่ว่าการขาดประชุมเกือบ 50 คน หรืองดออกเสียง 159 คน

ทั้งที่เป็นวาระสำคัญของประเทศและประชาชน เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมือง

จึงไม่แปลกหากคนส่วนใหญ่จะเชื่อว่า ส.ว.ได้รับใบสั่งจากผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง

สุดท้ายในการประชุมร่วมรัฐสภา 19 กรกฎาคม ไม่ว่านายพิธาจะไปถึงฝั่งความสำเร็จหรือไม่ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังไว้สูงสุดคือ การที่ 8 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ยังคงผนึกเสียงกันไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่คลายมือออกจากกัน

แม้นายพิธาจะไปต่อไม่ได้ หรือพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ก็อาจถึงคราวจำเป็นต้องเปิดทางให้พรรคอันดับสอง สลับขึ้นมาดำเนินการแทน โดยยึดขั้ว 8 พรรคเดิม

การแก้ปัญหาผ่าการเมืองที่กำลังเดินไปสู่ทางตัน มีผู้เสนอหลายสูตร หลายสมการตามความเหมาะสมของสถานการณ์ แม้กระทั่งการข้ามสลับขั้ว

แต่สิ่งที่ประชาชนยอมรับไม่ได้คือการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่ควรเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด เพราะจะสร้างความเสียหายให้กับการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน