กรณีที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกประกอบไปด้วยสส.และสว. มีมติเสียงข้างมาก 395 ต่อ 317 เสียง
เห็นว่า การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้รัฐสภาโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่สอง วันที่ 19 กรกฎาคม เข้าข่ายเป็นญัตติที่รัฐสภาตีตกไปแล้วในการโหวตครั้งแรกวันที่ 13 กรกฎาคม ไม่สามารถเสนอซ้ำใหม่ได้ เนื่องจากขัดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41
ผลการลงมติดังกล่าว หลังสมาชิกอภิปรายโต้แย้งกันนาน 8 ชั่วโมง ก่อให้เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในแวดวงอาจารย์นิติศาสตร์ นักกฎหมายอาวุโส และนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย
โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลที่ได้รับผลกระทบกรณีนี้โดยตรง จากการที่นายพิธา หมดโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่มีความชอบธรรมสูงสุดในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง
มติรัฐสภาที่เป็นการสร้างบรรทัดฐานขึ้นใหม่ด้วยการจัดวางข้อบังคับ ไว้เหนือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ส่งผลต่ออนาคตการเมืองอย่างไร
นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายชี้ให้เห็นว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาลมาตรา 272 มีโอกาสใช้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนครบ 5 ปี
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญยังมีผลบังคับใช้ การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามมาตรา 159 โดยให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกแคนดิเดตจากบัญชีพรรคการเมือง
ในอนาคตหากเกิดกรณีพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งไม่พอใจเพราะจัดสรรปันส่วนไม่ลงตัว และที่ประชุมสภาไม่รับข้อเสนอของพรรคเสียงข้างมากที่เสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่จะเป็นแคนดิเดตอาจตกม้าตาย เพราะที่ประชุมโหวตไม่ได้
หากยึดบรรทัดฐานว่าเสนอชื่อซ้ำไม่ได้ อาจจะสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่ออนาคตการเมืองไทย
สำหรับการยับยั้งความเสียหายจากบรรทัดฐานการตีความของรัฐสภาอันแปลกใหม่นี้ จะกระทำได้ด้วยวิธีใด อย่างไร
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นการเอาข้อบังคับการประชุมมาทำให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นง่อย ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้เป็นการเฉพาะแล้ว
แต่การตีความของรัฐสภาไม่เป็นที่สุด ผู้ที่คิดว่าสิทธิของตนถูกกระทบ ไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ว่ามติรัฐสภาซึ่งเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ผู้นั้นยื่นตรงต่อศาลได้
จากนั้นก็รอฟังว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร