การโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ที่คาดกันว่าจะเป็น 27 ก.ค.นี้ ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่าจะเป็นในลักษณะใด

แต่สิ่งที่เป็นภาพชัดเจนแล้วขณะนี้ คือ การเสนอชื่อโหวต นายกฯ คนเดิมทำได้เพียงครั้งเดียว หมายความว่าหมดสิทธิ์ จะเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซ้ำ

จากนี้คงเป็นไปตามแนวทางที่พรรคก้าวไกลเสนอให้พรรคอันดับ 2 ซึ่งคือพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สามารถวิเคราะห์ได้ 2 กรณีที่อาจจะเกิดขึ้น

1. กรณี สว.ยืนยันไม่โหวตหากมีพรรคก้าวไกลเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทั้ง 8 พรรคร่วมเดิม ยังจับมือเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล โดยเสนอแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแทน ก็ต้องพิจารณาว่าสมาชิกรัฐสภาจะสนับสนุนถึง 375 เสียงได้หรือไม่

2. กรณี 8 พรรคร่วม สลายขั้วเพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อไทย เป็นอิสระในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคใดก็ได้ ซึ่งจะมี พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำโดยเสนอชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ แต่เงื่อนไขนี้ต้องเป็นไปตามความตกลงของพรรคร่วมอีกที

หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ภายใต้ระบบของประชาธิปไตย ก็จะได้คนที่มีประสบการณ์เข้ามาขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจ

ที่ผ่านมาภาคเอกชนไทยมีความเข้มแข็งและพร้อมสนับสนุนและทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิดมา โดยตลอด หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ภายใต้ระบบของประชาธิปไตย ก็จะได้คนที่มีประสบการณ์ เข้ามาขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีคณะทำงานด้านนี้อยู่แล้วและเคยได้พิสูจน์ให้เห็นในครั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอดูพัฒนาการต่อไปจนกว่าจะถึงวันโหวตว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร การที่รัฐสภาชี้แจงว่าการเสนอชื่อโหวตนายกฯ เสนอชื่อซ้ำไม่ได้ ชี้ให้เห็นว่าการเลือกแคนดิเดตจะทำได้ในวงจำกัดเพียงไม่กี่รอบ หาก 27 ก.ค.นี้ ยังไม่ได้ ครั้งต่อไปน่าจะเป็นต้นเดือนส.ค.

ดังนั้น การคัดสรรชื่อต้องเป็นที่ยอมรับในทางรัฐสภา ซึ่งโอกาสในการได้รัฐบาลใหม่ในเดือนส.ค. หรือช้าสุดในเดือนก.ย. ก็จะสามารถเกิดขึ้นได้และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน