ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่าในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา มีประชาชนจำนวนมากสูญเสียเงินรวมกันมากกว่า 11,500 ล้านบาท จากกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนลงทุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการแอบอ้างองค์กร ชื่อ ภาพของผู้บริหารหลายหน่วยงาน รวมทั้งบุคคลมีชื่อเสียง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หลอกลวงให้ลงทุน สร้างความเสียหายแก่ประชาชน ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง

ตลท.จึงร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งภาคตลาดทุน องค์กรธุรกิจ หน่วยงานรัฐ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

โดยจัดทำโครงการร่วมมือจับการปลอมหลอกลงทุน เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์

ตลท.ระบุว่าโครงการความร่วมมือนี้จะมีขั้นตอนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น และจะทำให้เป็นมาตรฐานในอนาคต ที่จะตรวจสอบ ชี้นำ และนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดได้รวดเร็วขึ้น เชื่อว่าจะป้องกันและแก้ปัญหาครบวงจร

ขณะเดียวกัน สภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็หวั่นเกรงปัญหานี้จะลุกลามขึ้นเรื่อยๆ จึงเตรียมเสนอกระทรวงดิจิทัลฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการกำหนดกระบวนการแจ้งเตือนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ

โดยหากมีการหลอกลวงเกิดขึ้น และแพลตฟอร์มยังคงปล่อยให้มีการโฆษณาเกิดขึ้นต่อไป จะถือว่าแพลตฟอร์มนั้นๆ สมรู้ร่วมคิด และเอาผิดตามกฎหมายได้

เพราะถือว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ได้รับค่าโฆษณา ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการหลอกลวงประชาชน

นับเป็นเรื่องดีที่ภาคตลาดทุน องค์กรธุรกิจต่างๆ เตรียมร่วมกับหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงดิจิทัลฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อวางระบบและขั้นตอนตรวจสอบป้องกันภัยหลอกลวงลงทุน และล่อลวงอื่นๆ ทางออนไลน์

ปัจจุบันปัญหาลุกลามขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประชาชนแทบทุกคนต้องเกี่ยวข้องกับโซเชี่ยลมีเดีย การทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามยุคสมัย แต่ในขณะเดียวกันก็สุ่มเสี่ยงตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพ แม้จะติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้มากมาย แต่ก็ปลายเหตุ

โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลฯ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้วางระบบตรวจสอบและป้องกันภัยออนไลน์ดังกล่าวได้ดีพออย่างจริงจังแล้วหรือไม่

เพราะที่ผ่านมาเกิดคำถามและข้อหละหลวม ที่สำคัญต้องไม่ควรมุ่งเน้นตรวจสอบ หรือจับผิดกลุ่มคนเห็นต่าง และฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน