FootNote เสียง เพรียกหา “รัฐประหาร” มุ่งบดขยี้ ก้าวไกล ให้สิ้นซาก
ยิ่งวันปฏิบัติการกดบีบ รุกไล่ ต่อปรากฏการณ์ 151 ที่นั่งของพรรคก้าวไกล จะยิ่งยกระดับ ก่อพัฒนาการ ทะยานเข้าไปในพื้นที่แห่งการบดขยี้ ทำลาย ด้วยความร้อนแรงและแหลมคม
เห็นได้จากการตัดโอกาส นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่เพียงให้ถอยห่างจาก”รัฐสภา” หากยังให้ถอยห่างจาก”ทำเนียบรัฐบาล”
หากเทียบกับสถานการณ์ที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องเผชิญภายหลังการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 ต้องยอมรับว่ากรณีของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หนักหนาสาหัสมากยิ่งกว่า
เหมือนกับการตัดออกไปจากวงจรของ”รัฐสภา”จะเป็นการตัดเงื่อนไขและโอกาสที่จะทะยานไปสู่ตำแหน่ง”นายกรัฐมนตรี”ลงไปอย่างสิ้นเชิง
กระนั้น เมื่อพิจารณาถึงความต้องการตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุดยังเป็นการตัดหนทางมิให้พรรคก้าวไกลได้อยู่ในสถานะ”ผู้นำฝ่ายค้าน”เนื่องจากไม่มีหัวหน้าพรรคอย่างครบถ้วนตามข้อบัญญัติ
จึงไม่แปลกหากในท่ามกลางการกีดกันแสดงความรังเกียจ
พรรคก้าวไกล มิให้ร่วมอยู่ในสูตรร่วมรัฐบาลแม้จะมี 151 เสียง แม้จะมีบันทึกช่วยจำหรือ MOU อยู่ก็ตาม
ข่าวลือที่ตามมาจึงเป็น”การยุบพรรค”เพื่อตัด”เสี้ยนหนาม”
ทั้งๆที่ข่าวการกีดกันมิให้คนของพรรคก้าวไกลได้อยู่ในสถานะแห่ง
“ผู้นำฝ่ายค้าน”ก็รุนแรงอย่างยิ่งแล้ว กระบวนการด้านการข่าวยังรุกไล่ไปถึงกระบวนการยุบพรรคอีกด้วย
การยุบพรรคก้าวไกลถือว่าเป็นมาตรการอันรุนแรงอย่างยิ่งอยู่แล้ว แต่ก็ยังข้อเสนออันแหลมคมอื่นตามมาอีก
เนื่องจากมีบทเรียนการยุบพรรคไทยรักไทยก็ก่อให้เกิดพรรค พลังประชาชน และก่อให้เกิดพรรคเพื่อไทย รวมถึงการยุบพรรคอนาคตใหม่ก็ก่อให้เกิดพรรคก้าวไกล
ความหมายก็คือลำพังการยุบพรรคอาจไม่สามารถบดขยี้พรรคไทยรักไทยได้อย่างสิ้นเชิง ลำพังการยุบพรรคอาจไม่สามารถบดขยี้พรรคอนาคตใหม่ลงได้อย่างเบ็ดเสร็จ
จึงเริ่มมีการแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อคนของพรรคก้าวไกลต่อ
พรรคก้าวไกลรุนแรงถึงขั้นอาจต้องติดคุกติดตะราง
อย่าได้แปลกใจหากเพียงการเสนอแผนปฏิบัติการเปิดทางและยืมมือพรรคเพื่อไทยให้นำไปสู่การผนึกตัวรวมพลังระหว่างเหลืองกับแดงเพื่อจัดการกับส้ม ก็ยังไม่เพียงพอ
จึงเริ่มมีการเสนอแผนปูทางสร้างเงื่อนไขเพื่อ”รัฐประหาร”
เนื่องจากประเมินว่า ไม่ว่ามาตรการใดที่ตระเตรียมเอาไว้ก็ไม่อาจกำราบและสยบพรรคก้าวไกลอันต่อยอดและพัฒนาการมา จากพรรคอนาคตใหม่ลงได้
จำเป็นต้องทำเหมือนรัฐประหารกันยายน 2549 เหมือนรัฐประหารพฤษภาคม 2557 อีกครั้ง
เพียงแต่เปลี่ยนจาก”ไทยรักไทย”เป็น”อนาคตใหม่”