FootNote การปรับเปลี่ยน เครื่องแต่งกาย สัญญาณ ปฏิรูป จาก”กทม.”
การริเริ่มปรับเปลี่ยน”การแต่งกาย”ของข้าราชการในสังกัดกรุงเทพมหานครโดยทีมงานผู้ว่าฯกทม.ชุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มากด้วยความแหลมคม ดำเนินไปอย่างเป็นการทะลวง
ทะลวงเข้าไปในพรมแดนทาง”ความคิด” และสำแดงผ่านแต่ละก้าวย่างแห่งรูปธรรมการปฏิบัติทาง”การเมือง”
สะท้อนท่วงทำนอง”ชัชชาติสไตล์”ในเชิง”บริหารจัดการ”
แถลงอันมาจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นุ่มนวล”กรุงเทพมหา นครเป็นเมืองร้อน การแต่งกายต้องเหมาะสมกับอากาศเพื่อไม่ต้องใช้แอร์
จึงได้อนุญาติให้ข้าราชการใส่เสื้อแขนสั้นหรือเสื้อโปโลได้ตามความเหมาะสมโดยไม่ต้องใส่สูท ยกเว้นงานที่ต้องรับแขกต่าง ประเทศ หรือประชุมร่วมกับหน่วยงานหรือร่วมการประชุมสภา”
ความนัยอย่างสำคัญสะท้อนให้เห็นถึง 1 การคำนึงถึงความ เหมาะสมแห่งพื้นที่ของกรุงเทพมหานครซึ่งเป็น”เมืองร้อน” ขณะ เดียวกัน 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากดำรงอยู่บนฐานแห่งประหยัด
ไม่ว่ามองในเชิงภูมิอากาศ ไม่ว่ามองในเชิงวัฒนธรรมประเพ ณี ไม่ว่ามองในเชิงบริหารจัดการ
นี่เป็น”พื้นที่”หนึ่งซึ่งควรมีการทบทวน ปรับแต่ง
หากทอดตามองไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม อันอยู่ในกลุ่มอาเซียนสัมผัสได้ในการปรับประยุกต์
ไม่ว่าจะในเรื่องของการประชุมสภา ไม่ว่าจะในเรื่องการปรา กฎตัวของบุคคลสำคัญในทางรัฐกิจ
เริ่มมีการเน้นชุดขาวโดยปรกติมากยิ่งขึ้นแทนชุดสูท
ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ปรากฏขึ้นของ”ชุดพระราชทาน” ที่แสดงออกอย่างเด่นชัดว่าเพื่อให้เข้ามาแทนที่ชุดสูทอันได้มาจากทางตะวันตก
ภายในชุด”พระราชทาน”ก็มีทั้งแขนสั้น แขนยาว และมีพัฒนาไปยัง”ชุดคอจีน” เป้าหมายเพื่อให้ปรับเข้ากับชุดสูทโดยไม่
จำเป็นต้องผูกเนคไท
ความริเริ่มและนำโดยกรุงเทพมหานครจึงทรงความหมาย
ความแหลมคมอย่างยิ่งยวดของกรุงเทพมหานครอยู่ที่เป็นการริ เริ่มในห้วงเวลาเดียวกันกับที่มีความพยายามกดดันในที่ประชุม สภาเพื่อเตือนประธานในเรื่องการแต่งกาย
ทั้งที่การแต่งกายของประธานก็อยู่ในกรอบชุดพระราชทาน
ไม่ว่าสมาชิกรัฐสภาที่ออกโรงจะมีวาระซ่อนเร้นใดในทางการ เมือง แต่เมื่อเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในกระแสแห่งความริเริ่มของกรุง เทพมหานครจึงกลายเป็นกรณีเปรียบเทียบ
ความริเริ่มของกรุงเทพมหานครจึงเป็นดั่ง”สัญญาณ”เตือน