ไม่ว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2556 ไม่ว่าในเดือนมีนาคม 2561 บทบาทของ “กปปส.”ก็ยังเหมือนเดิม
นั่นก็คือ การ”ปูทาง”และสร้าง”เงื่อนไข”
เพียงแต่เมื่อเดือนตุลาคม 2556 เป็นการปูทางและสร้างเงื่อนไขอันนำไปสู่การรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557
ลอง “รีวายด์”เทปกลับไปดู ก็จะร้อง”ฮ้อ”
ไม่ว่าบทบาทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ว่าบทบาทของ นายถาวร เสนเนียม ล้วนเป็นเช่นนั้น
เริ่มจาก”ชัตดาวน์” กรุงเทพมหานคร
ตามมาด้วยการส่งหน่วยปฏิบัติการทั้งในกทม.และภาคใต้ออกสกัด ขัดขวาง “เลือกตั้ง”
บทในปี 2561 ก็ยัง”ปูทาง”และสร้าง”เงื่อนไข”เหมือนเดิม
แรกที่มีรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 คสช.ยังไม่แสดงบทว่าเป็นพวกเดียวกันกับ “คสช.”
แม้จะรู้ๆกันอยู่ตั้งแต่สถานการณ์เมษายน 2553 มาแล้ว
เป็นทางด้านกปปส.โดยเฉพาะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่าง หากที่อยากให้สังคมรับรู้
นั่นเห็นจากที่ระบุ”คุยกัน”ผ่าน”ไลน์”อยู่เนืองๆ
นั่นเห็นจากที่ส่งคำชี้แนะไปยัง”มวลชน”อันเป็นเกษตรกรชาว สวนยางพาราในภาคใต้มิให้ออกมาเคลื่อนไหวกดดันเพราะว่า
เป็น “รัฐบาลของเรา”
พลันที่มีการจดทะเบียน “พรรคมวลมหาประชาชน”ขึ้นมาก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง เพราะพรรคนี้ประกาศสับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก 4 ปี
มีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้นที่จะรับหน้าเสื่อ”ปฏิรูปการเมือง”ได้
ชัดเจนยิ่งว่า “บางรักซอย 9”
ความชัดเจนของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ความชัดเจนของพรรค มวลมหาประชาชน
ก็เหมือนกับ “สามเหลี่ยม” เขยื้อน “ภูเขา”
ผลสะเทือนแรกสุดก็คือ จะทำให้ชื่อย่อระหว่าง “คสช.” กับชื่อ
“กปปส.”มีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น กระทั่งในที่สุดพรรคกปปส.อาจได้รับการเรียกขานว่า “พรรคคสช.”
โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าพรรคตัวจริง