FootNote ก้าวไกล จำเป็นต้อง “ปรับ” แรงสะเทือน “22 สิงหาคม”
ต้องยอมรับว่าคำประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สัมพันธ์กับการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ของพรรคก้าวไกล
นี่มิได้เป็นเรื่องบังเอิญ หรือเกิดขึ้นกะทันหัน หากแต่ได้ผ่านการตระเตรียมไว้แล้วอย่างพร้อมมูล
เป็นความชัดเจนจากสถานการณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ชัดเจนว่า นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ชัดเจนว่ารัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำได้ลงหลักปักเสาเข็มแล้วอย่างสมบูรณ์ ถูกต้อง
ภายในความชัดเจนเช่นนี้จึงมีความจำเป็นที่พรรคก้าวไกลจักต้องยอมรับและนำเอาความเป็นจริงนี้มาพิจารณาทบทวนเพื่อกำหนดจังหวะก้าวในทางการเมือง
หากถามว่าทำไมต้องเลือกเอาวันที่ 23 กันยายนเป็นเส้นแบ่ง และเป็นจุดเริ่มต้น ก็ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้ง “ซ่อม” ระยอง เขต 3 จำเป็นต้องได้คำตอบ
ความสำคัญมิได้อยู่ที่สะท้อนให้เห็นความนิยมต่อพรรคก้าวไกลจะยังดำรงอยู่อย่างที่เห็นเมื่อเดือนพฤษภาคมหรือไม่
หากที่แหลมคมอย่างยิ่งคือบทบาทที่เป็นจริงใน “รัฐสภา”
ความไม่แน่นอนในทางการเมืองเนื่องแต่ปัจจัยที่ดำรงอยู่ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีผลสะเทือนทั้งในด้านดีและด้านเสียต่อพรรคก้าวไกลอย่างมิอาจปฏิเสธได้
ในเมื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มิอาจปฏิบัติหน้าที่ “สส.”
ความหมายก็คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องเลือกคนอื่นเป็นหัวหน้าพรรค
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคหมายถึงการเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคไปโดยพื้นฐาน และหมายถึงความจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ของพรรค
การพิจารณาตำแหน่งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคกับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านและแม้กระทั่งตำแหน่งรองประธานสภา
ล้วนมีความสัมพันธ์และต้องตัดสินใจเลือก
การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ของพรรคก้าวไกลจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงในพรรคก้าวไกล หลังจากพรรคก้าวไกลเริ่มเมื่อมีการยุบพรรคอนาคตใหม่
ทั้งหมดนี้ต้องพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงทางการเมืองที่ไม่เพียงสัมพันธ์กับการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 หากแต่ยังสัมพันธ์กับการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566
รวมถึง “ผลสะเทือน” อันเนื่องแต่ “กรณี 22 สิงหาคม” อันมากด้วยกัมมันตะในทางการเมือง