สงครามกองกำลังฮามาส ดินแดนปาเลสไตน์ เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนต่อประเทศอิสราเอล มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และถูกจับเป็นตัวประกันจำนวนมาก และจะบานปลายลุกลามไปสู่อะไรในอนาคต
จากสงครามนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบรุนแรงด้วย โดยเฉพาะแรงงานไทยในอิสราเอลกว่า 30,000 คน ในจำนวนนี้กว่า 5,000 คนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงใกล้กับฉนวนกาซ่า และเมืองใกล้เคียงที่ถูกโจมตี
รัฐบาลให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 10 ต.ค.2566 มีคนไทยเสียชีวิตแล้ว 18 ราย บาดเจ็บอีกราว 15 คน ประสงค์กลับไทยเพิ่มเป็น 3,000 คน ขณะนี้กำลังเจรจาขอให้ปล่อยแรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน คาดอย่างน้อย 11 คน
นอกจากการระดมความช่วยเหลือแรงงานไทยแล้ว ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อสงครามฮามาส-อิสราเอล ก็มีความสำคัญและถูกจับตา
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการนายกฯ เรียกประชุมศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน
นอกจากติดตามสถานการณ์ที่อิสราเอล จัดเตรียมความพร้อมช่วยเหลือคนไทย และหากต้องการกลับประเทศก็จะจัดส่งเครื่องบินไปรับแล้ว ยังแสดงถึงท่าทีของไทยต่อสงครามดังกล่าว
โดยนายภูมิธรรมระบุว่าความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นประกาศเป็นสงคราม ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่เป็นกลางในความขัดแย้งนี้ ยอมรับในการมีอยู่ทั้งรัฐปาเลสไตน์และอิสราเอล
จึงอยากเห็นทั้งสองจบความขัดแย้งครั้งนี้ด้วยสันติวิธี และร่วมมือกันในการเจรจาสันติภาพให้เกิดขึ้น
เช่นเดียวกับนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ระบุถึงท่าทีของไทย โดยยืนยันไม่ได้ประณามฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ประณามการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ทุกรูปแบบ และการโจมตีที่ไร้มนุษยธรรม
พร้อมทั้งหารือรมว.ต่างประเทศอิสราเอล เพื่อเร่งช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน ซึ่งไทยไม่ได้มีความขัดแย้งกับทั้ง 2 ฝ่าย เป็นแรงงาน ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำร้ายคนไทย
คือท่าทีของรัฐบาลไทยต่อสงครามฮามาส ปาเลสไตน์ และอิสราเอล ซึ่งเป็นปัญหายาวนาน ซับซ้อน และละเอียดอ่อน ดังนั้น ไทยจึงต้องยืนยันถึงความเป็นกลาง ไม่โน้มเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ที่สำคัญคือการย้ำต่อหลักการไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ไม่เกี่ยวข้อง ก็เพื่อหวังว่าคนไทยที่ตกเป็นตัวประกันจะถูกปล่อยออกมาอย่างปลอดภัย