FootNote ภวังค์ แห่งถวิลหา อาวรณ์ ของรัฐมนตรี สุทิน คลังแสง
ลักษณะถวิลหา “น้อสตาเจีย” ของ นายสุทิน คลังแสง เมื่อถือเคียวไปร่วมเกี่ยวข้าวกับชาวนาที่หนองบัวลำภู เป็นลักษณาการอันสามารถเข้าใจได้
เนื่องจากพื้นฐานเดิมของ นายสุทิน คลังแสง คือครูที่เติบใหญ่ในฐานะ “ลูกชาวนา” แห่งมหาสารคาม
แม้จะยกระดับตนเองจาก “ลูกชาวนา” เป็น “ครูประชาบาล” เป็นดุษฎีบัณฑิตจากตักกศิลาแห่งชมภูทวีป กระทั่งเข้าสู่การเมือง ได้รับเลือกจากประชาชน
ดำรงตำแหน่งเป็น “ประธานวิปฝ่ายค้าน” ดำเนินการตรวจสอบและควบคุมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างคึกคักเข้มข้น
จนเมื่อผ่านการเลือกตั้งอย่างเป็นการทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2566 และพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้ง “รัฐบาลพิเศษ” ก็ได้รับการปูนบำเหน็จให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
แม้สื่อจะเรียกขานว่า “บิ๊กทิน” แม้จะได้ตรวจพลและบินมาร่วมประชุม “ครม.สัญจร” ด้วยเครื่องบินอันเปี่ยมด้วยความอัครฐาน แต่ก็ยังบังเกิดอาการรำลึกชาติเมื่อเข้าร่วมในการเกี่ยวข้าว
ผุดพร่างความอาวรณ์ถึงยุคอันรุ่งโรจน์ของชาวนาไทย
เมื่อตกอยู่ในภวังค์แห่งอารมณ์ ทางหนึ่ง ก็เกิดความอึดอัดคับข้อง ต่อการรุกเข้ามาของเทคโนโลยี ทำให้วิถีชีวิตของชาวนาและการทำนาต้องแปรเปลี่ยนไป
ทางหนึ่ง ก็เกิดจินตนาการบรรเจิดต้องการดึงความความรุ่งเรืองแต่กาลอดีตให้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ในภวังค์แห่งความอาวรณ์นั้นเองทำให้หลุดจากความจริง
นั่นก็คือ การเพรียกหาประเพณีในแบบ “ลงแขก” เกี่ยวข้าวอันสะท้อนชีวิตชาวนาที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างอบอุ่น ขณะที่ในความเป็นจริงสิ่งเหล่านี้ไม่เหลืออีกแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นชาวนาภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นชาวนาภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นชาวนาภาคใต้ เนื่องจากการเข้าสู่เศรษฐกิจสินค้าและการเข้ามามีบทบาทของแรงงานรับจ้างและเครื่องจักร
ชาวนานั้นเองที่เปิดรับเครื่องจักรและละทิ้งประเพณีไปด้วยความเต็มใจ
ความรู้สึกของ นายสุทิน คลังแสง ดำรงอยู่อย่างเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางที่ห่างเหินจากสภาพความเป็นจริงในชนบทและใช้ชีวิตแบบคนในเมืองจนเคยชิน
เมื่อได้กลิ่นฟาง เห็นรวงข้าวอ่อนระเนนเอนลู่ก็อ่อนไหว
ยิ่งเมื่อกลายเป็นเสนาบดี นั่งทำงานอยู่ท่ามกลางแม่ทัพนายกองในกองทัพ อาการอาวรณ์ถวิลหาในแบบ “น้อสตาเจีย” จึงกลายเป็นเครื่องถนิมพิมพาภรณ์หนึ่ง
ย้ำเตือนมิได้หลงลืม “อดีต” แม้ว่าเป็นอดีตที่ยากจะหวนคืนมารุ่งโรจน์เรืองรองอีกก็ตาม