ห้วงปี 2566 ที่กำลังจะผ่านพ้น ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซทั่วทั้งโลกเติบโตชนิดก้าวกระโดด แต่ที่เพิ่มขึ้นตามมาคือ ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ พบว่ามีสถิติก่อคดีพุ่งอย่างต่อเนื่อง รูปแบบวิธีการก็ปรับเปลี่ยนแพรวพราว สารพัดจะสรรหามาหลอกลวง

พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติรับแจ้งความออนไลน์ (ตั้งแต่ 1 มี.ค.65 – 30 พ.ย. 66) เป็นคดีออนไลน์ 375,986 คดี ความเสียหายรวม 50,870 ล้านบาท สามารถอายัดเงินได้ทัน 1,570 ล้านบาท

3 ประเภทคดีสูงสุดได้แก่ คดีหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ (ไม่เป็นขบวนการ), หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน, หลอกให้กู้เงิน และหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้ง 3 คดีหลังเป็นผลงานของ ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’

จากข้อมูลพบว่ารูปแบบการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ผ่านมามีรูปแบบทั้งอ้างเป็นเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเกี่ยวข้องกับของผิดกฎหมาย ข่มขู่จนเหยื่อเกิดความกลัว ใช้ AI เลียนเสียงหลอกเป็นคนรู้จักเพื่อยืมเงิน, หลอกให้ติดตั้งแอพฯ ดูดเงิน, หลอกให้รักแล้วโอนเงิน, หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน, หลอกให้ลงทุนโดยแอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียง ฯลฯ แต่ทั้งหมดจะนำไปสู่การให้เหยื่อโอนเงินมาให้ตรวจสอบหรือให้กดลิงก์เพื่อติดตั้งแอพฯ ควบคุมโทรศัพท์มือถือ

พ่อเครียดฆ่าเมีย-ลูก3ศพ

วันที่ 28 ส.ค. เกิดเหตุสลดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางแก้ว สมุทรปราการ รับแจ้งเหตุฆาตกรรมมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านถนนหนามแดง-บางพลี ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น ชั้นล่างบริเวณหน้าประตูบ้าน พบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย รายแรกเป็นเด็กชาย อายุ 11 ขวบ รายที่ 2 เป็นหญิง ทราบชื่อ น.ส.วิภาพร อายุ 41 ปี ทราบภายหลังว่าเป็นภรรยาของผู้ก่อเหตุ ส่วนที่ห้องนอนชั้น 2 พบผู้เสียชีวิตเป็นเด็กชาย 1 ราย อายุ 13 ปี ทั้งหมดมีบาดแผลถูกอาวุธมีดเป็นแผลฉกรรจ์บริเวณคอและตามร่างกายหลายแห่ง ใกล้กันพบร่างนายสาณิช อายุ 41 ปี ผู้ก่อเหตุและหวังปลิดชีพตัวเอง มีบาดแผลถูกอาวุธมีดที่คอและข้อมือ ได้รับบาดเจ็บสาหัส หน่วยกู้ชีพเร่งนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

ตำรวจสอบสวนทราบว่า นายสาณิช ลงมือฆ่าลูกเมียตัวเอง แล้วตัดสินใจฆ่าตัวตายตาม สาเหตุเพราะเครียดที่กำลังจะถูกยึดบ้าน และเมื่อไม่นานมานี้ภรรยายังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเงินจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจากหลายที่เป็นเงินกว่า 1.7 ล้าน ทำให้ถูกเจ้าหนี้มาตามทวงทุกวัน สาเหตุนี้จึงน่าจะเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ลงมือก่อเหตุสลด

นร.สาวม.6ฆ่าตัวสังเวย

ถัดมาเมื่อวันที่ 15 ต.ค. ก็เกิดเรื่องสลดขึ้นอีก เมื่อ ‘น้องพลอย’ นักเรียนสาว ม.6 วัย 19 ปี ชาว ต.เกาะทวด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ตัดสินใจผูกคอตายในห้องนอน เหตุเพราะเสียใจที่ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินไปซื้อไอโฟน 13 ในระบบผ่อนจ่ายกับร้านค้าออนไลน์ และผ่อนจ่ายไปแล้วเกือบ 20,000 บาท แต่ไม่ได้โทรศัพท์ ท่ามกลางความเศร้าสลดของพ่อแม่ผู้ปกครองและญาติๆ รวมทั้งบรรดาเพื่อนๆ

จากการตรวจสอบพบว่า น้องพลอยซื้อไอโฟน 13 แบบผ่อนจ่ายจากร้านแห่งหนึ่งใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่เปิดขายในเฟซบุ๊ก ซึ่งน้องพลอยไม่ทราบว่า ร้านนี้เป็นมิจฉาชีพ โดยลวงให้น้องพลอยโอนเงินเข้าบัญชีม้ารวม 4 ครั้ง เป็นเงิน 18,500 บาท พบหลักฐานเป็นแช็ตและสลิปโอนเงินที่ปรากฏในมือถือ เมื่อโอนเงินไปจำนวนมากแต่ยังไม่ได้ของ น้องพลอยทวงถามสินค้าหลายครั้ง พร้อมขอเงินดาวน์คืน แต่มิจฉาชีพกลับลวงให้โอนเงินเพิ่มอีก 2,000 บาท แล้วหายเข้ากลีบเมฆ

เมื่อน้องพลอยรู้ตัวว่าโดนหลอกยังพยายามแช็ต ทวงเงินหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผล กระทั่งเครียดหนักและเลือกจบชีวิตตัวเอง พร้อมทิ้งจดหมายถึง “แม่” ไว้ 1 ฉบับ ยืนยันว่า “ขอโทษนะแม่ นุ้ยไม่ได้คิดสั้นนะแม่ นุ้ยคิดแล้ว”

ด้านความคืบหน้าทางคดี พ.ต.ท.สวัสดิ์ นิยมเดช สว.สภ.เกาะทวด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย พร้อมเรียกพยานเป็นเพื่อนสนิทของผู้ตายและญาติมา สอบปากคำ เบื้องต้น มีการสอบสวนขยายผลแจ้งอายัดบัญชีม้าดังกล่าวแล้ว และยังพบว่าร้านขายโทรศัพท์ดังกล่าวไม่มีอยู่จริง เป็นการสร้างโปรไฟล์ขึ้นมาเพื่อหลอกลวงลูกค้า ซึ่งไม่ได้มีน้องพลอยแค่รายเดียว แต่ยังมีอีกหลายราย

พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5 (ตำแหน่งขณะนั้น) ประสานงานกับตำรวจภูธรภาค 8 และ บก.สส.ภ.8 รับโอนสำนวนคดีมาให้ บช.สอท.สืบสวนสอบสวนตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าขบวนการดังกล่าวเปิดบัญชีม้า 4 แถว โดยแถวแรกอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ ส่วนอีก 3 แถวอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงราย ส่วนปลายแถวที่ 4 กลุ่มคนร้ายโอนไปปลายทางฝั่งท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา

‘ดีอี’ขึงขังจัดการซิมผี

เพื่อตัดช่องทางของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดประชุมหารือกับทาง กสทช. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญา กรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) รวมไปถึงภาคเอกชน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ อาทิ AIS และ True และหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงมาตรการแก้ไขปัญหาซิมม้า และได้ ออกมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและ ปราบปรามการใช้ซิมม้า ที่สำคัญโดยสรุปคือกำหนดให้ผู้ใช้บริการมีการถือครองซิมเกิน 5 ซิม จะต้องมายืนยันตัวตนภายใน 30 วัน หลังพบว่ามีผู้ครอบครองเลขซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมาย จำนวนมากถึง 286,148 ราย และมีผู้ครอบครองตั้งแต่ 101 เลขหมายขึ้นไปถึง 7,664 ราย, ให้อายัดซิมบุคคลธรรมดา ที่มีการโทร.ออกตั้งแต่ 100 สายในระยะเวลาสั้นๆ หรือ 100 สายต่อวัน, ดำเนินคดีโดยเคร่งครัดกับนายหน้าซิมม้า ผู้จัดหาซิมม้า ผู้ขายซิมม้า รวมทั้งผู้ยินยอมให้คนร้ายใช้ซิมตนเองหรือซิมม้า ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี สำหรับนายหน้า ผู้จัดหาซิมม้า และจำคุก 3 ปี สำหรับเจ้าของซิมม้า หรือผู้ยินยอมให้ผู้อื่นใช้ซิมไปใช้ทำผิดกฎหมาย จัดการการตั้งสถานีแพร่กระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต และกำกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ให้บริการนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ให้แก้ไขปรับเปลี่ยนทิศทางการแพร่สัญญาณ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการใช้บัตรประจำตัวชาวต่างด้าวมาลงทะเบียนซิมการ์ดเปิดใช้งานและขายแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นช่องทางให้โจรใช้หลอกลวงประชาชน ซึ่งได้มีการจับกุมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ อาทิ ที่แม่สอด จังหวัดตาก พร้อมของกลางซิมพร้อมใช้งาน 4,379 หมายเลข และที่ชุมพร พบของกลางกว่า 10,000 หมายเลข

และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นหมายเลขโทรศัพท์ใดที่มีพฤติกรรมดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสไปยังสายด่วน ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเบอร์โทร. และ SMS มิจฉาชีพ 1185 (AIS), 9777 (TRUE), 1678 (DTAC) และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เผยวิธีตรวจสอบเพจปลอม

พล.ต.ท.ธัชชัยยังเผยอีกเล่ห์ของแก๊งแสบเหล่านี้ว่า ขณะนี้ อยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นช่วงที่มีอัตราการท่องเที่ยวสูง คนร้ายมักจะฉวยโอกาสในการสร้างเพจโรงแรมหรือที่พักปลอม ลงประกาศโฆษณาที่พักในราคาถูกกว่าปกติหลอกล่อให้เหยื่อสนใจ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อติดต่อกับเพจปลอมเพื่อจองที่พักและโอนเงินให้กับคนร้ายแล้ว คนร้ายก็จะทำทีเป็นส่งใบยืนยันการจองให้เหยื่อตายใจ ซึ่งกว่าเหยื่อจะรู้ตัวก็ตอนที่เดินทางไปที่โรงแรมแล้วพบว่า ไม่ได้มีการจองที่พักแต่อย่างใด

พล.ต.ท.ธัชชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า ขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังในการเลือกจองที่พักผ่านเพจต่างๆ โดยขอให้ตรวจสอบก่อนว่าเพจดังกล่าวเป็นเพจของทางโรงแรมหรือที่พักดังกล่าวจริงหรือไม่ โดยดูจากข้อมูลความโปร่งใสของเพจ อย่ารีบตัดสินใจจองที่พักที่มีราคาถูกเกินจริง เพราะอาจเป็นวิธีการที่คนร้ายใช้ในการหลอกลวง ในส่วนของผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักต่างๆ ควรมีการประชาสัมพันธ์ช่องทางในการจองที่พักให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าหรือผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

1.ตรวจสอบจำนวนผู้ติดตามที่แท้จริง : หากเป็นเพจจริงมักจะมียอดผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ส่วนเพจปลอมมักจะมีการเขียนจำนวนผู้ติดตามขึ้นเองให้เท่ากับเพจจริง โดยหากใช้เฟซบุ๊กผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ จะตรวจสอบจำนวนผู้ติดตามได้บนหน้าเพจ จำนวนผู้ติดตามที่แท้จริงจะต้องเป็นตัวหนาสีดำเข้มอยู่ติดกับชื่อเพจ, หากใช้เฟซบุ๊กผ่านเว็บเบราว์เซอร์ บนคอมพิวเตอร์ จะสามารถตรวจสอบจำนวนผู้ติดตามได้บนหน้าเพจ โดยจำนวนผู้ติดตามที่แท้จริงจะอยู่ติดกับชื่อเพจเท่านั้น อย่าเชื่อจำนวนผู้ติดตามที่ปรากฏในหน้าการค้นหา เพราะจะตรวจสอบได้ยาก ว่าเป็นจำนวนผู้ติดตามจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคำอธิบายที่คนร้ายเขียนขึ้นเอง

2. ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของเพจ : ดูจากชื่อของเพจ วันที่สร้างเพจ และ URL ของเพจ โดยหากใช้เฟซบุ๊กผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ จะสามารถตรวจสอบได้โดยการเข้าไปที่หน้าเพจ จากนั้นกดที่สัญลักษณ์ จุดสามจุด “…” ใต้ชื่อเพจ และเมนูดูข้อมูล “เกี่ยวกับ”, หากใช้เฟซบุ๊กผ่านเว็บเบราว์เซอร์ จะสามารถตรวจสอบ URL ได้ที่ Address Bar ด้านบน ส่วนข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ จะต้องเข้าไปที่ “เกี่ยวกับ > ความโปร่งใสของเพจ > ดูทั้งหมด”

3. ตรวจสอบ Blue Badge หรือเครื่องหมายถูกสีน้ำเงิน ที่อยู่ติดกับชื่อของเพจ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ระบุว่าเพจดังกล่าวได้รับการตรวจสอบจากเฟซบุ๊กแล้วว่าเป็นเพจจริง

หากพี่น้องประชาชนตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กตามวิธีดังกล่าว สามารถวางใจได้ในระดับหนึ่งว่าเพจที่ท่านติดต่อซื้อสินค้านั้นน่าจะเป็นเพจจริง และจะไม่ตกเป็นเหยื่อ ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกขายสินค้าออนไลน์ และคดีอาญากรรมทางเทคโนโลยีอื่นๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipolice online.go.th หรือติดต่อสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่กดลิงก์! ไม่เชื่อ! ไม่รีบ! ไม่โอน! ท่องไว้ให้ขึ้นใจ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน