กรณีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ผลพิจารณาของกฤษฎีกาคลุมเครือไม่ชัดเจน

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้ความเห็นว่ากฤษฎีกาไม่ฟันธงแต่ให้ใช้ดุลพินิจ รัฐธรรมนูญระบุการกู้เพิ่มเติมจากงบประมาณต้องเกิดวิกฤตจำเป็น ซึ่งกำลังเกิดการถกเถียงในสังคม วิกฤตหรือไม่วิกฤต

ทั้งต้องคำนึงถึงพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่งมีประเด็นหนี้สาธารณะ 62% เพิ่มขึ้น 5 แสนล้านบาทจะเป็น 64%

รัฐบาลบอกวิกฤตเพราะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ก็ไม่ผิด เพราะอัตราเติบโตเศรษฐกิจของไทยขยายตัวต่ำติดต่อกันมา 10 ปี เฉลี่ยต่อปี 2.6% ของอาเซียน 4.3% ปีที่แล้วไทยขยายตัวเพียง 2.4%

ต้องนิยามว่าถึงจุดวิกฤตหรือไม่ สิ่งที่รัฐบาลพูด ไม่ผิด หากมองในแง่วิกฤต

ส่วนข้อโต้แย้ง ถ้าวิกฤตทำไมไม่ออกเป็นพ.ร.ก. อาจารย์สมชายอธิบายว่า เวลาเกิดวิกฤตต้องดำเนินการ 2 อย่างคือ รีบดำเนินการทันที กับดำเนินการตามขั้นตอน

กรณีนี้แทนที่จะออกเป็นพ.ร.ก. แต่คิดว่ายังพอมีเวลาทำให้ถูกขั้นตอน เพราะกฤษฎีกาขอให้รอบคอบ จึงใช้วิธีนี้ป้องกันภัยให้ตัวเอง โดยฟังจากหลายฝ่ายและเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติ 3 วาระ การออกเป็น พ.ร.บ.จึงไม่ผิด

ท้ายที่สุด หากดำเนินการโครงการนี้ต้องอย่าให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพการคลัง งบ 5 แสนล้านบาททำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากเกิดวิกฤตโควิด ไทยจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้จาก 60 เป็น 70%

แต่การขยายเพดานหนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดเสถียรภาพทางการคลัง

อาจารย์สมชายแนะนำว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำเพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นปัญหาคือ อย่าให้หนี้สาธารณะบานปลาย หรือขยายตัวมากไปกว่าผลกระทบจากโควิด

ต้องป้องกันไม่ให้มาตรการอื่นๆ สะสมสร้างหนี้เกินเลยจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต รัฐบาลต้องออกมาตรการให้นักลงทุนเห็นว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะไม่เป็นปัญหา เพราะมีมาตรการลดภาระหนี้คือ กระตุ้นการท่องเที่ยว และการส่งออก

รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เชิญต่างชาติมาลงทุน หากดึงการลงทุนเข้ามาได้จะช่วยลดปัญหาความกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพการคลัง จะทำให้รัฐบาลบรรลุสิ่งที่ต้องการ 1 ปีคืน 1 แสนล้านบาท

เหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ เพื่อเป็นหลักประกันว่าโครงการจะไม่กระทบต่อเสถียรภาพการคลัง และไม่เกิดปัญหาตามมา หากพ.ร.บ.กู้เงินผ่านสภา 3 วาระ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน