ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ เตรียมเรียกธนาคารพาณิชย์เข้ามาหารือ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับต้นทุน และการทบทวนดอกเบี้ยนโยบาย

เนื่องจากขณะนี้ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากกลับน้อย ในเมื่อดอกเบี้ยไม่สมดุลกัน ส่งผลธนาคารพาณิชย์ได้กำไรจากการกินส่วนต่างดอกเบี้ย

โดยยืนยันจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศผลประกอบการโดยรวมเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา มีกำไรมากถึง 2.2 แสนล้านบาท

ผลประกอบการดังกล่าวสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ และความเดือดร้อนของประชาชน

ต่อเรื่องนี้ผู้บริหารธปท.ชี้แจงว่า เรื่องกำไรธนาคารพาณิชย์เป็นกลไกตลาด แต่ก็ยอมรับว่าที่ผ่านมาดอกเบี้ยเงินฝากน้อย โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ แต่ปัจจุบันหลายธนาคารเริ่มขยับดอกเบี้ยเงินฝากมากขึ้น

ส่วนดอกเบี้ยนโยบายขณะนี้สูงเกินไปหรือไม่ ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวช้า และเงินเฟ้อติดลบนั้น ธปท.ยืนยันว่าเข้าใจและเห็นใจที่ประชาชนต้องเจอกับสภาพเศรษฐกิจไม่ดี มีปัญหาปากท้อง

ธปท.ยังระบุด้วยว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง นโยบายการเงินแก้ไม่ได้ง่ายๆ โดยเปรียบเทียบว่าหลายอย่างต้องใช้ยาและการรักษาที่ตรงต้นตอปัญหา

พร้อมแสดงความกังวลการลดดอกเบี้ยมีความเสี่ยง ไม่ใช่แค่เงินเฟ้อ แต่อาจส่งผลต่อการก่อหนี้เกินตัว และการแสวงหาผลตอบแทนที่สูง

ปัญหาดอกเบี้ยเงินกู้สูง แต่ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ได้กำไรมหาศาลจากส่วนต่างดอกเบี้ย ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจไม่ดี และความเดือดร้อนของประชาชน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แสดงความกังวลถึงกับต้องเชิญผู้ว่าการธปท.เข้ามาหารือ เพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องไม่เข้าไปแทรกแซง เพราะจะมีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

ดังนั้น การที่ธปท.จะเรียกธนาคารพาณิชย์เข้ามาหารือ ถือเป็นแนวโน้มที่ดีต่อการประคับประคองเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ที่เชื่อว่าแทบทุกส่วนสังคมรับทราบกันดีฝืดเคืองขนาดไหน

หวังว่าการหารือจะนำไปสู่การทบทวนดอกเบี้ยนโยบายให้สมดุลกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน