กรณีกลุ่มเยาวชนอายุ 13-16 ปีก่อเหตุรุมทำร้าย “ป้าบัวผัน” เสียชีวิต เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจสังคม

โลกโซเชี่ยลติดแฮชแท็ก #ป้าบัวผัน พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายอาญาเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนที่ก่อเหตุรุนแรง มีผู้เสียชีวิต สมควรได้รับการลงโทษระดับเดียวกับผู้ใหญ่

ข้อเรียกร้องลักษณะดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อไม่นานมานี้เคยเกิดขึ้นแล้วจากเหตุการณ์เด็กชายวัย 14 กราดยิงในห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงเทพฯ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

โดยทุกครั้งเมื่อเกิดคดีอุกฉกรรจ์จากการกระทำของเด็กหรือเยาวชน สังคมมักเปิดหัวข้อถกเถียงกันทั้งด้วยอารมณ์และด้วยเหตุผล ในประเด็นว่า สมควรต้องแก้ไขกฎหมายให้เด็กที่ก่อคดีร้ายแรงเกินตัว ได้รับโทษเช่นเดียวกับผู้ใหญ่หรือไม่

กฎหมายอาญากำหนดหลักเกณฑ์เอาผิดเด็กและเยาวชนไว้เป็นการเฉพาะ แบ่งตามช่วงอายุ คือ อายุไม่เกิน 12 ปี ทำความผิดไม่ต้องรับโทษ

อายุ 12-15 ทำความผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจสั่งมาตรการพิเศษเพื่อฟื้นฟู เช่น วางข้อกำหนดกับผู้ปกครอง ส่งตัวไปสถานอบรม กำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ เป็นต้น

อายุ 15-18 ทำความผิด ศาลจะพิจารณาและตัดสินว่าจะสั่งลงโทษหรือไม่ ถ้าตัดสินลงโทษแบบคนทั่วไปจะให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง ถ้าไม่ลงโทษอาจกำหนดให้ดำเนินการฟื้นฟู

อายุ 18-20 ทำความผิด ต้องรับโทษอาญาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ศาลอาจลดโทษให้ 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่งก็ได้

เจตจำนงกฎหมายกำหนดเช่นนั้น เพื่อป้องกันและคุ้มครองสิทธิของเด็กตามหลักสากล

สังคมไทยปัจจุบันมีคดีจากการกระทําของเด็กและเยาวชนจํานวนมาก ลักขโมย มั่วสุมเสพยา ยกพวกตีกัน ทำร้ายร่างกาย ข่มขืน ไปจนถึงฆาตกรรม

แต่การได้รับยกเว้น ไม่ต้องรับโทษ เป็นไปตามหลักการกฎหมายที่มีมุมมองต่อเด็กและเยาวชนต่างจากผู้ใหญ่ เพราะเด็กยังขาดวุฒิภาวะ ขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่สำคัญการกระทำอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อม การสั่งสอนเลี้ยงดู มากกว่าเกิดจากจิตใจของเด็ก

การเพิ่มโทษเท่าผู้ใหญ่ เป็นประเด็นละเอียดอ่อน เป็นข้อเสนอที่ยังมีคนเห็นต่าง ด้วยมุมมองว่า การมุ่งลงโทษเด็กอาจไม่เกิดประโยชน์ แต่ต้องมุ่งแก้ไขโครงสร้างสังคม ชุมชน การศึกษา คุณภาพชีวิต

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เด็กเรียนรู้ผลของการกระทำ และปรับปรุงตัวเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพของสังคม น่าจะเป็นวิธีการเหมาะสมกว่า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน