FootNote การแปร มติครม. สู่ปฏิบัติ บทเรียน กรณี “ครูอยู่เวร”

มติครม.ยกเลิกการอยู่เวรของครูกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบครั้งสำคัญ ภายใต้ลักษณะแห่งการบูรณาการในเชิงบริหารจัดการของผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่าย

ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของกระทรวงมหาดไทย

โชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ 2 กระทรวงอยู่ภายใต้ร่มธงเดียวกัน

นั่นก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็มาจากพรรคภูมิใจไทย นั่นก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็มาจากพรรคภูมิใจไทย

ในเมื่อกระทรวงมหาดไทยเองก็มีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและแนบแน่นอยู่กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ว่าจะเป็นระดับจังหวัด ระดับเทศบาล ระดับตำบล

ขณะเดียวกัน แม้ว่าในบางพื้นที่อาจจำเป็นต้องใช้บริการและความช่วยเหลือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แต่หน่วยงานนี้ก็อยู่ในการกำกับโดยนายกรัฐมนตรี

ความเป็นเอกภาพ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางการปฏิบัติจึงสามารถคาดหมายได้ในทางอันเป็นคุณ

เพียงแต่ในเบื้องต้นอาจมี “อุปสรรค” บ้างก็เป็นเรื่องปรกติ

หากมองผ่านโครงสร้างในการบังคับบัญชาต่อคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอันอยู่ในรูปของ “มติครม.” ก็ต้องมองไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นั่นก็คือ มิได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตำแหน่งเดียว หากควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วย

ตามขนบในทางการเมืองหัวหน้าพรรคซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีย่อมกำกับและรับผิดชอบต่องานในกระทรวงอันเป็นโควตาของพรรคการเมืองนั้นโดยอนุโลม

ในเมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การแตะไปยังกระทรวงศึกษาธิการย่อมราบรื่นอย่างยิ่ง

หลังจากมติครม.อันมีผลนับแต่วันที่ 23 มกราคมเป็นต้นมา นับจากนี้เป็นต้นไปจึงเป็นช่วงแห่งการบูรณาการ

นั่นก็คือ แปร “มติครม.” ไปสู่ “การปฏิบัติ” ที่เป็นจริง

ต้องยอมรับว่าเสียงสะท้อนไม่ว่าจะมาจากครู ไม่ว่าจะมาจากตำรวจ ไม่ว่าจะมาจากอพปร.เป็นเรื่องที่ต้องประสบ

นั่นย่อมเป็นผลจากการลงมือทำ ลงมือดำเนินการ

บทบาทด้านหลักอาจเป็นของกระทรวงศึกษาธิการ บทบาทด้านเสริมอาจเป็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นี่ย่อมเป็นผลงานร่วมระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยโดยมีเดิมพันอยู่ที่รัฐบาล

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน