หากมองจากด้าน “ปริมาณ” การชุมนุมผ่านกระบวนการ Start Up People มีไม่มากนัก

ไม่ว่าเมื่อวันที่ 27 มกราคม ลานสกายวอล์ค แยกปทุมวัน

ไม่ว่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ บนถนนราชดำเนิน ไม่ว่าเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ว่าเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ลานย่าโม นครราชสีมา

หรือแม้กระทั่งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เป็น “หลักร้อย” ไม่ถึง “หลักพัน”

กระนั้น หากจับอุณหภูมิผ่าน “ความถี่” ประสานกับ “ข้อเรียกร้อง” จะมีลักษณะที่ยกระดับอย่างต่อเนื่อ’

ดำเนินไปในแบบ Start Up

หากศึกษาจาก “แถลงการณ์” ที่อ่านในการชุมนุม ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ก็จะสัมผัสได้ในความคมเข้ม

เริ่มจาก 1 คสช.จะต้องยุติการดำรงอยู่ของตัวเอง ตามมาด้วย 2 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องเปลี่ยนสถานะ เป็นรัฐบาลรักษาการ

“มีภารกิจในการจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จเท่านั้น”

และ 3 จะต้องยกเลิกประกาศคสช. คำสั่งคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

“เนื่องจากเป็นอุปสรรคต่อการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่เหมาะสมต่อการนำไปสู่การเลือกตั้ง”

ทั้งหมดนี้สอดรับกับความหมายของ Start Up

ในยุคแห่งไทยแลนด์ 4.0 คำว่า Start Up ทรงความหมายเป็นอย่างสูง ไม่เพียงในทางเศรษฐกิจ หากแม้กระทั่งในทางการเมือง

นี่คือการเริ่มต้น นี่คือการจุดประกาย

เป็นการจุดประกายในเรื่อง “การเลือกตั้ง” แม้กระทั่งเจ้าพนักงานสอบสวนเองก็ยอมรับว่าจนเรียกคดีนี้

ว่า “คดีการชุมนุมของคนอยากเลือกตั้ง”

ก่อนหน้านี้ ผบ.ทบ.ซึ่งเป็นเลขาธิการคสช.ก็ยอมรับว่า คนส่วนใหญ่ “อยากเลือกตั้ง”

“ประกาย”นี้จึงนับวันยิ่ง “ส่องสว่าง”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน