กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองฯ และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ

อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 พร้อมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค

โดยพรรคก้าวไกลส่งทีมกฎหมายเข้ายื่นคำชี้แจงต่อสู้คดีดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามกรอบเวลาที่ศาลรัฐธรรมกำหนดให้เป็นวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา

จากนี้คดีร้องยุบพรรคก้าวไกล ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการนำไปสู่คำวินิจฉัยตัดสินคดี

การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญใช้ระบบไต่สวน การแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีไม่ใช่บทบาทของคู่กรณีเท่านั้น แต่ศาลสามารถลงไปค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้

ศาลมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ตลอดจนขอให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนดำเนินการใดเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาได้

และหากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย โดยไม่ทำการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้

ล่าสุดศาลสั่งรับคำชี้แจงของพรรคก้าวไกลรวมไว้ในสำนวน และกำหนดนัดพิจารณาครั้งต่อไปวันที่ 12 มิ.ย.

ในการประชุมปรึกษาคดีก่อนนัดพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ก่อนศาลมีคำวินิจฉัย คู่กรณีไม่สมควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีที่เป็นการชี้นำสังคม อันอาจกระทบต่อการดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาล

ขณะที่พรรคก้าวไกลเตรียมเปิดแถลงวันที่ 9 มิ.ย. อธิบายแนวทางและรูปแบบการต่อสู้คดีให้ประชาชนรับทราบ ยืนยันไม่เป็นการกดดันศาลรัฐธรรมนูญ หรือชี้นำความคิด

คดียุบพรรคก้าวไกลมาถึงจุดสำคัญ ส่งผลให้เกิดกระแส สส.งูเห่า เตรียมย้ายพรรคข้ามขั้ว ท่ามกลางข้อถกเถียงของคนในสังคมจำนวนมากที่เห็นว่า ภายใต้หลักการประชาธิปไตย การตัดสินชะตากรรมของพรรคการเมือง มีอยู่วิธีเดียวคือ

ให้เป็นอำนาจประชาชนเสียงส่วนใหญ่ตัดสินผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน