ปรากฏการณ์แห่งการยื่นร่างพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. กับร่าง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ไปยัง “ศาลรัฐธรรมนูญ”สะท้อนอะไรในทางการเมือง
เหมือนกับคำตอบคือ สะท้อนกระบวนการทำงานที่บกพร่องขาดความรอบคอบของ “สนช.”
แต่พลันที่ที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความคำสั่งคสช.ฉบับที่ 53/2560 ให้วินิจฉัยตีความ
“สังคม”ก็เริ่มมองเห็น “ปัญหา” ได้เด่นชัดและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
ทุกสายตาจึงทอดมองไปยัง “คสช.”
ไม่ว่า 2 ร่างพรป.ที่มีปัญหาในขั้นตอนสนช.กับรัฐบาล กับ 1 คำสั่งคสช.มีความสัมพันธ์อยู่กับ 2 ส่วน
1 คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560
และ 1 คือ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 คือ ร่างพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. และร่างพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.
นี่จึงเป็นเรื่องของ 1 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)และ 1 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
และที่ไม่ควรมองข้าม คือ ฝ่ายกฎหมาย “คสช.”
ที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ตั้งข้อสังเกตภายหลังต้องคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 4/2561 ปลดออกจากการเป็นกรรมการกกต.ว่าการทำงานของฝ่ายกฎหมายคสช.อ่อนด้อย ไม่มีประสิทธิภาพ
จึงกลายเป็น “ประเด็น” กลายเป็น “หัวข้อ”สำคัญในแวดวงการเมือง
เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องของ “กฎหมาย”
มองจากมุมของ “คสช.” ไม่ว่าจะอะไรล้วนไม่น่าจะมีปัญหาเพราะเมื่อมีปัญหาก็มี “มาตรา 44″อยู่ในมือ
หงุดหงิด “กกต.”บางคน ก็สั่ง”ปลด”
เมื่อมีไอ้ห้อยไอ้โหนที่คิดจะจัดตั้งพรรคหนุน “คสช.”มีปัญหาในเรื่อง “สมาชิก”ก็ออกคำสั่งอันนำไปสู่การเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองเก่าได้โดยอัตโนมัติ
มองผ่านอำนาจของ “มาตรา 44” หนทางราบรื่นเหมือนกับยืนอยู่บนเนินเขา
กระนั้น “ปัญหา”ที่ย้อนกลับก็เริ่มมากขึ้น ถี่ขึ้นเช่นเดียวกัน
ยิ่ง “คสช.”กลายเป็น “ตำบลกระสุนตก”มากเท่าใด
“คสช.”ก็ยิ่งต้องย้อนคิดถึงเรื่อง “กฎหมาย”มากขึ้น