ผ่านกระบวนการสำคัญในการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.ชุดใหม่ 200 คน ด้วยวิธีให้ผู้สมัครเลือกกันเอง พร้อมบัญชีสำรองอีก 100 คน เป็นที่เรียบร้อย
แต่กว่าจะรู้ผลคะแนนเลือกระดับประเทศซึ่งเป็นสนามชี้ขาดสุดท้าย ต่อจากสนามระดับอำเภอ 9 มิ.ย. และระดับจังหวัด 16 มิ.ย.
ก็ต้องใช้เวลายาวนานกว่า 18 ชั่วโมง ตั้งแต่ 8 โมงเช้าวันที่ 26 มิ.ย. ต่อเนื่องไปจนถึงตี 4 วันรุ่งขึ้น ท่ามกลางสายตาผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวนเกือบ 3 พันคน สื่อมวลชน นักวิชาการ ผู้ร่วมสังเกตการณ์ ตลอดจนประชาชนทั่วไป
การเลือก สว.ครั้งนี้ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักทั้งในแง่กฎกติกาที่สลับซับซ้อน ผลลัพธ์ที่อาจไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไปจนถึงประวัติความเป็นมาอันน่ากังขาของผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกบางคน
ตามไทม์ไลน์ กกต. คาดว่าจะประกาศผล สว.ชุดใหม่ ได้ในวันที่ 2 ก.ค.
จากนั้นสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะนัดหมายให้ สว. 200 คนเข้ารายงานตัว ก่อนเรียกประชุมวุฒิสภานัดแรก โดย สว.ต้องกล่าวปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นจะเข้าสู่วาระน่าจับตาคือ การเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา
อย่างไรก็ตาม สำหรับตำแหน่งประธานวุฒิสภานั้น หลังจากผู้สมัคร สว.ที่มีดีกรีเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และมีชื่อติดโผตัวเต็งประธานวุฒิสภา มาตั้งแต่วันกรอกใบสมัคร เกิดพลิกล็อก ไม่ผ่านการเลือกรอบสุดท้าย
เป็นประเด็นทำให้บรรดานักวิเคราะห์การเมือง ต้องกลับมาตั้งหลักวิเคราะห์กันใหม่ สุดท้ายตำแหน่งประมุขสภาสูงจะเป็นใคร มาจากขั้วใด
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ 3 เรื่องหลักคือ พิจารณาและกลั่นกรองกฎหมาย รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งกระทู้ถาม เปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาหรือในที่ประชุมรัฐสภา และให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญต่อประเทศชาติและประชาชนทั้งสิ้น
ฉะนั้น เรื่องราวร้องเรียนต่างๆ เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการได้มาซึ่ง สว.ครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ กกต.ต้องให้ความสำคัญตรวจสอบอย่างจริงจัง ตามกฎหมายเมื่อประกาศผลเลือกแล้ว หากผู้สมัครหรือผู้ใดทำให้การเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม กกต.สามารถร้องคัดค้านต่อศาลฎีกา
หากศาลรับคำคัดค้าน สว.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากศาลตัดสินว่าผิดจริง ก็สอยเอาออกภายหลังได้