FootNote:บทบาท 250 สมาชิกวุฒิสภา ท้าทาย 200 สมาชิกวุฒิสภา
หากที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 8 กรกฎาคม มีมติให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาการเลือก 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ความอ่อนไหว “ใหม่” ทางการเมืองจะบังเกิด
โดยพื้นฐานคือความอ่อนไหวต่อสถานะและการดำรงอยู่ของ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่”
กลายเป็นความไม่นอนหนึ่งในทางการเมืองโดยอัตโนมัติ
การเคลื่อนไหวนี้ของ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” ย่อมนำไปสู่การประเมินและตีความบทบาทและการดำรงอยู่ของ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” อย่างมีนัยสำคัญ
สำคัญไม่เพียงแต่ต่อสถานะของ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” เท่านั้น หากแต่ยังกระทบต่อความสัมพันธ์ “ใหม่” ในทางการเมืองภายใต้ “รัฐบาลพิเศษ” เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566
ความหมายโดยตรงหมายความว่า 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” ไม่ยอมรับต่อการหมดวาระตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ยังต้องการ “ยื้อ” และสืบทอดอำนาจอันได้มาต่อไป
ทิศทางเช่นนี้จะเป็นที่พอใจของอำนาจอันอยู่เบื้องหลังการแต่งตั้ง 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” หรือไม่
ยิ่งกว่านั้น อำนาจ “ใหม่” แห่ง “รัฐบาลพิเศษ” จะคิดอย่างไร
ต้องยอมรับว่าการดำรงอยู่ของ “รัฐบาลพิเศษ” อย่างที่ปรากฏขึ้นนับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2566 เป็นต้นมา เป็นการประกอบส่วนในลักษณะ “ข้ามขั้ว” ในทางการเมือง
มิได้มีแต่พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคชาติไทยพัฒนา อันเป็นกลุ่มอำนาจ “เดิม” เท่านั้น
หากแต่ยังมีพรรคเพื่อไทยอันถือว่าได้ฟื้น “อำนาจ” เข้ามาด้วย
ที่มากด้วยความอ่อนไหวยิ่งกว่านั้น ภายในการได้มาแห่ง 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ยังประกอบขึ้นด้วยกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า “ส.ว.สายสีน้ำเงิน” เข้ามาเป็นจำนวนมาก
นี่ย่อมเป็นองค์ประกอบใหม่ในทางการเมือง อันแผกต่างไปจากที่เคยดำรงอยู่ภายใน 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” อย่างเห็นเด่นชัด
ถามว่าองค์ประกอบใหม่ภายใน 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” จะรู้สึกอย่างไรกับบทบาทของ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า”
หากถือว่าการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 สะท้อนสภาพหนึ่งในทางการเมืองอันเป็นการท้าทายต่ออำนาจ “เก่า” อย่างสูง
กระบวนการได้มาซึ่ง 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ก็ท้าทาย
ท้าทายต่อการดำรงอยู่ของ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” ท้าทายต่อรากฐานแห่งบทบัญญัติการได้มาซึ่ง 200 สมาชิกวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกลายเป็นองค์ประกอบ และสร้างรากฐานใหม่ในทางการเมืองอันมากด้วยความอ่อนไหว