สถานการณ์พรรคก้าวไกลถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาปรึกษาหารือในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งโดยนายทะเบียนพรรคการเมือง
ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย “ยุบพรรค” ก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค 10 ปี
เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้าง และอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 สั่งให้ยุติการกระทำ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน กำหนดวันลงมติ พร้อมนัดฟังคำวินิจฉัยเวลา 15.00 น. วันที่ 7 สิงหาคม
หลังรู้วันชี้ชะตา แกนนำพรรคก้าวไกลมั่นใจว่า พรรคจะไม่ถูกยุบ เพียงแต่เสียดายที่ไม่มีการเปิดไต่สวนตามที่พรรคร้องขอ แต่ก็ถือเป็นดุลพินิจของศาล
ทั้งนี้ ในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ การแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีไม่ใช่บทบาทของคู่กรณีเท่านั้น แต่ศาลสามารถลงไปค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้
มีอำนาจเรียกเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ตลอดจนขอให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนดำเนินการใดเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาได้
หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย โดยไม่ทำการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้
ย้อนกลับไปเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ จากกรณีนาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคขณะนั้นให้พรรคกู้ยืมเงินจำนวน 191 ล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ต่อมา “พรรคสีส้ม” ถือกำเนิดใหม่ในนามก้าวไกล ทะยานขึ้นเป็นพรรคอันดับ 1 ในการเลือกตั้งพฤษภาคม 2566 ก่อนถูกยื่นร้องยุบพรรคอีกครั้ง
ไม่ว่าผลวันที่ 7 สิงหาคม ออกมาอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า การ “ยุบพรรค” เป็นกระบวนการที่ถูกใช้มาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งไม่ช่วยให้วิกฤตการเมืองคลี่คลายไปได้
ตอกย้ำเหตุผลของคนในสังคมจำนวนมาก ที่ยืนหยัดภายใต้หลักประชาธิปไตยว่า ชะตากรรมพรรคการเมืองควรเป็นอำนาจของประชาชน ที่จะตัดสินผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น