เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กรณีภาพป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ภาษาจีน ประกาศขาย “พาสปอร์ต” และ “สัญชาติ” ซึ่งมีทั้งอินโดนีเซีย วานูอาตู กัมพูชาและตุรกี
ติดตั้งอยู่ริมถนนรัชดาภิเษก บริเวณสี่แยกห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีน พักอยู่จำนวนมาก
ต่อมามีผู้ให้ข้อมูลว่า ป้ายโฆษณาดังกล่าวถูกติดตั้งเมื่อช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะมีการปลดป้ายออกในอีก 2 วันถัดมา หลังมีผู้นำภาพป้ายโฆษณาดังกล่าว พร้อมคำแปล โพสต์ลงในสื่อสังคมออนไลน์
สร้างความงุนงงสงสัยให้กับประชาชนคนไทย พร้อมเรียกร้องหน่วยงานรัฐบาลไทยเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องหลังธุรกิจดังกล่าว ว่ามีสิ่งผิดกฎหมายแอบแฝงมากกว่าการเป็นแค่ป้ายโฆษณาทั่วไปหรือไม่
ต่อกรณีดังกล่าว นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจอย่างมาก ถึงกับลงไปกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวางด้วยตนเอง ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย สั่งการปลดป้ายโฆษณาออกทันที พร้อมกำชับให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า
ป้ายโฆษณาดังกล่าวได้ดำเนินการขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เจ้าของผู้โฆษณาประกอบธุรกิจถูกกฎหมายหรือไม่
หากพบมีการกระทำผิดกฎหมายให้เร่งสอบขยายผลไปถึงต้นตอผู้กระทำผิด และลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตามสิ่งที่ประชาชนวิตกกังวลไม่เพียงแค่ป้ายโฆษณา
แต่ขยายไปถึงข้อหวั่นเกรงที่ใหญ่กว่า ว่าไทยอาจกลายเป็นจุดหมายของอาชญากรข้ามชาติ ที่เข้ามาพัก ก่อนซื้อพาสปอร์ต ย้ายสัญชาติ หลบหนีไปประเทศอื่นหรือไม่
ปัจจุบันรัฐบาลไทยมีนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านมาตรการต่างๆ ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน เดินทางเข้าประเทศไทยได้สะดวกขึ้น
ซึ่งหลายคนสนับสนุน เพราะเป็นการกระจายเม็ดเงินรายได้ไปสู่ประชาชนและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวในเมืองหลักและเมืองรองอย่างทั่วถึง ช่วยให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น
แต่อีกด้านก็ยังมีผู้กังวลว่าการเข้า-ออกได้ง่าย อาจทำให้ไทยเป็นแหล่งชุมนุมแก๊งมาเฟีย อาชญากรข้ามชาติ แฝงตัวเข้ามาอยู่ทั้งแบบถาวรและชั่วคราว ดังนั้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงปัญหา
รัฐบาลต้องไม่หย่อนความเข้มงวดในการคัดกรอง สอดส่อง ป้องกันไม่ให้ขบวนการอาชญากรรมแฝงตัวเข้ามาในคราบนักท่องเที่ยว หรือนักธุรกิจ แล้วใช้ไทยเป็นฐานกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม