FootNote:คำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ เบื้องหน้า ก้าวไกล เพื่อไทย
ไม่ว่าจะมองผ่านสถานการณ์ในวันที่ 7 สิงหาคม ไม่ว่าจะมองผ่านสถานการณ์ในวันที่ 14 สิงหาคม ล้วนมีความสำคัญและมีผลสะเทือนเป็นอย่างสูงในทางการเมือง
ไม่เพียงแต่ต่อสถานะและการดำรงอยู่ของพรรคก้าวไกล ไม่เพียงแต่ต่อสถานะและการดำรงอยู่ของนายกรัฐมนตรี
เนื่องจากสัมพันธ์อยู่กับ “รากฐาน” ในทางการเมือง
เพราะว่าพรรคก้าวไกล มิได้มีแต่เพียงสมาชิกพรรค หากแต่ยังมีส.ส.ของพรรคทั้งระบบเขต ระบบบัญชีรายชื่อ รวมกันจากการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 ทั้งสิ้น 151
ที่ทรงความหมายยิ่งกว่านั้นยังอยู่ที่จำนวนกว่า 14 ล้านคนลงคะแนนให้กับพรรคก้าวไกล
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมาจากบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่เพียงแต่มี ส.ส.ทั้งระบบจำนวน 141 คน คะแนนรวมกว่า 10 ล้านเสียง
ยิ่งกว่านั้น ยังได้รับการขานชื่อเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566
ไม่เพียงแต่จากพรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคชาติไทยพัฒนา และจาก 250 สมาชิกวุฒิสภา
จึงไม่ว่า “คำวินิจฉัย” จะออกมาอย่างไรล้วนมี “ความหมาย”
หากคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปในทางไม่ยุบพรรคก้าวไกล หรือเป็นไปในทางนายกรัฐมนตรี ไม่มีความผิดตามข้อร้องเรียนกล่าวหา
นั่นก็เป็นเรื่องโล่งออกทั้งภายในพรรคก้าวไกลและทั้งภายในรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล
ปมเงื่อนอยู่ที่เป็น “การยุบ” ปมเงื่อนอยู่ที่เป็น “ความผิด”
นั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดและกระทบกับพรรคก้าวไกล ไม่เพียงแต่จะต้องไปหาพรรคการเมืองใหม่ หากแต่ต้องวุ่นอยู่กับการสร้างพรรคด้วยระยะเวลาที่แน่นอนหนึ่ง
ขณะเดียวกัน หากคำวินิจฉัยระบุว่านายกรัฐมนตรีมีความผิด นั่นหมายความว่าจะต้องหานายกรัฐมนตรีจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีอยู่
คำถามอยู่ที่ว่าจะยังมอบฉันทานุมัติให้กับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย หรือจะเป็นพรรคการเมืองอื่น
ท่าทีของพรรคการเมืองและตัวบุคคลที่ถูกร้องเรียนกล่าวหามีความน่าสนใจ ณ เบื้องหน้ากำหนดวันอ่านคำวินิจฉัย
มีความสงบนิ่งจากพรรคเพื่อไทย ไม่มีการเคลื่อนไหวใด
ขณะเดียวกัน พรรคก้าวไกลเคลื่อนไหวเสนอรายละเอียดอัน เป็นประเด็นในการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการตอบโต้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือคำแถลงต่อตุลาการ
เมื่อมองผ่านท่าทีของแต่ละพรรคการเมือง ก็สัมผัสได้ในความคิดและจังหวะก้าวในการต่อสู้ได้อย่างชัดเจนเป็นลำดับ
