หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งโดยนักการเมืองและพรรคการเมือง

หนึ่งในนั้นคือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า การยุบพรรคการเมืองตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา ใช้หลักเหตุผลที่อ่อนแอ ไม่เป็นเหตุเป็นผล มีการลงโทษที่ไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น

มีการเพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค หรือนักการเมืองที่เป็นโทษรุนแรงมาก ทั้งที่กรรมการบริหารพรรคจำนวนมากหรือเกือบทั้งหมด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดนั้น

บางพรรคที่ถูกยุบไป พิสูจน์ต่อมาภายหลังด้วยซ้ำว่า ไม่มีใครทำผิดกฎหมายใดเลย

การยุบพรรคล่าสุด สะท้อนปัญหาการจัดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายตุลาการกับฝ่ายนิติบัญญัติ ในเรื่องการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย 3 ฝ่าย

ที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบควบคุมรัฐบาล ฝ่ายตุลาการมีหน้าที่ทำให้ผู้คนและองค์กรต่างๆ ทำตามกฎหมาย จะไม่ทำหน้าที่กำกับการออกกฎหมายในขั้นตอนต่างๆ แต่จะมาเกี่ยวต่อเมื่อสภาพิจารณากฎหมายเสร็จแล้ว ทั้ง 3 วาระ

ถ้าหากมีคนร้องว่ากฎหมายนี้หรือมาตรานี้ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดแย้ง ก็ต้องตกไป ในกรณีวินิจฉัยให้ตกไป สมาชิกที่เสนอกฎหมายจะไม่มีความผิด เพราะถือว่าทำตามหน้าที่

ส่วนการพิจารณาว่ากฎหมายใดจะดีหรือไม่ เป็นดุลพินิจการตัดสินใจของรัฐสภา ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ

ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้น เกิดการจัดความสัมพันธ์ที่ฝ่ายตุลาการสามารถมาพิจารณาได้ว่าร่างกฎหมายที่เสนอมีเนื้อหาที่ดีหรือไม่ดี ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งที่ไม่ใช่ขั้นตอนที่จะมีอำนาจ

การแก้กฎหมายยุบพรรค อาจจะแก้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง และ พ.ร.บ.เลือกตั้ง แต่ไม่พอ เช่นเดียวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง 3 อำนาจอธิปไตย ที่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ความจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเมือง หลักนิติธรรม

เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์ประชาชน ที่จะมีพรรคการเมืองและใช้พรรคการเมืองให้เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง หรือใช้รัฐสภาทำหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบควบคุมการทำงานฝ่ายรัฐได้ดีแค่ไหน

จะแก้ปัญหานี้ได้ ขึ้นอยู่กับการแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน