ประเทศไทยเกิด 2 เหตุการณ์ใหญ่ทางการเมืองในระยะเวลาห่างกันแค่ 1 สัปดาห์
จากมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 สั่งยุบพรรคก้าวไกล ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 10 ปี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ด้วยข้อหามีพฤติการณ์การกระทำล้มล้างและเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาสู่มติเสียงส่วนใหญ่ 5 ต่อ 4 สั่งให้นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นตำแหน่ง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ด้วยข้อหามีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติด่างพร้อยเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
ถึงจะเป็นคนละกรณีกัน แต่กลับยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามมากขึ้นถึงขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เคยชี้ถึงคำวินิจฉัย 7 สิงหาคม ว่า ได้สะท้อนปัญหาการจัดความสัมพันธ์ 3 อำนาจอธิปไตยคือ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
กรณียุบพรรคก้าวไกลที่มีสารตั้งต้นจากการเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 เป็นปัญหาการจัดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายตุลาการกับฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ฝ่ายแรกเข้ามากำกับการออกกฎหมายรวมถึงพิจารณาว่า ร่างกฎหมายที่เสนอมีเนื้อหาที่ดีหรือไม่ดี ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งที่ไม่ใช่ขั้นตอนที่จะมีอำนาจ
เพราะอำนาจพิจารณาว่ากฎหมายใดจะดีหรือไม่ เป็นดุลพินิจตัดสินใจของฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภา
ซึ่งการแก้กฎหมายยุบพรรคอาจทำได้ด้วยการแก้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง และพ.ร.บ.เลือกตั้ง แต่ไม่พอ เช่นเดียวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง 3 อำนาจอธิปไตย ที่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น
ขณะที่คำวินิจฉัย 14 สิงหาคม เป็นการตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการทบทวนขอบเขตอำนาจหน้าที่องค์กรอิสระและบางองค์กรฝ่ายตุลาการที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
แต่กลับผูกขาดการตีความมาตรฐานจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แทนที่จะให้เป็นความรับผิดชอบทางการเมือง และกำหนดบทลงโทษโดยประชาชน
การทบทวนขอบเขตอำนาจองค์กรอิสระและบางองค์กรฝ่ายตุลาการในเชิงรูปธรรม ต้องกระทำผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จาก 2 เหตุการณ์ใหญ่ทางการเมืองในรอบเดือนสิงหาคม การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือส.ส.ร. เป็นทางเดียวที่ทุกพรรคการเมืองจะร่วมกันนำพาประเทศออกจากวิกฤตการณ์ซ้ำๆ นี้ได้