สภาผู้แทนราษฎรมีมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 319 ต่อ 145 งดออกเสียง 27 เห็นชอบให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่
นับเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ลำดับที่ 31 และเป็นผู้นำที่เป็นสุภาพสตรีคนที่สอง ต่อจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีลำดับที่ 28 อีกทั้งเป็นธิดาของนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 23
ถือเป็นครั้งแรกที่การลงมติให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ดำเนินการโดยสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว ไม่มีอำนาจจากวุฒิสภาเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนครั้งที่ผ่านมา
หลังพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว ก็จักมีการจัดตั้งรัฐบาล วางบุคคลในคณะรัฐมนตรี และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อบริหารประเทศต่อไป
ความจริงรัฐบาลชุดที่แล้ว กำลังบริหารประเทศเป็นไปด้วยดี นโยบายต่างๆ กำลังจะบังเกิดผล แต่มีอันต้องสะดุดหยุดชะงักไป ด้วยเหตุปัจจัยที่ประชาชนแสนเสียดาย
หลังจากนี้ รัฐบาลชุดใหม่ อันประกอบด้วยพรรคการเมืองร่วมชุดเดิมคงจะได้ดำเนินนโยบายต่างๆ ที่คั่งค้างให้มีความรุดหน้า ประสบความสำเร็จและเป็นผลดีต่อประชาชนโดยส่วนรวมสืบไป
ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีลำดับที่ 30 บริหารจัดการและเตรียมการด้านการลงทุนทั้งในและต่างประเทศไว้อย่างเต็มที่ และเล็งเห็นว่าจะบังเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนในอีกไม่ช้า
แต่ในเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด มีอันต้องสะดุดลง การได้ทีมงานจากรัฐบาลชุดเดิม อย่างรวดเร็ว เข้ามาสานงานต่อ ก่องานใหม่ ก็จะทำให้ไม่ไร้รอยต่อ เกิดการขาดตอน
คาดว่านโยบายสำคัญที่เป็นเรือธงของรัฐบาลชุดที่แล้ว คงจักได้รับการสานต่อทันที ทั้งด้านการค้า การลงทุน ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงเป็นโครงข่าย และการท่องเที่ยวกระตุ้นภาคบริการ
โครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างการอยู่ดีกินดีของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องเดินหน้าต่อไปเช่นกัน
ระหว่างนี้ ประเทศไทยกลายเป็นที่จับตามองอีกครั้ง ทั้งการได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากสุภาพสตรี รวมถึงนโยบายต่างประเทศว่าจะสานต่อภารกิจที่ผู้นำคนก่อนปูทางไว้หรือไม่
นายกรัฐมนตรีคนใหม่เคยประกาศว่าถ้าได้รับตำแหน่งจะทำอย่างตั้งใจจริง มีทีมงานที่ดี มองปัญหาของประชาชนเป็นหลักที่จะต้องแก้ไข จึงสมควรที่ทุกฝ่ายสนับสนุนและให้โอกาส