โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต มีแนวโน้มสูงที่จะเดินหน้าต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แต่อาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบ
มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย แกนนำหลักรัฐบาล ผู้ริเริ่มโครงการระบุว่าจะปรับเงื่อนไขเบื้องต้น ด้วยการแจกเงินให้กลุ่มเปราะบางที่ลงทะเบียนไว้ก่อนเป็นอันดับแรก ในวงเงิน 1.22 ล้านบาท ตามที่สภาเห็นชอบงบประมาณเพิ่มเติม 1.22 แสนล้านบาท
โดยจะแจกเป็นเงินสดผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ในครั้งเดียวจำนวน 10,000 บาท ซึ่งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว
เปลี่ยนจากการให้เงินผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เป็นการเติมเงินสดผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
สำหรับการแจกเป็นเงินสดแทนเงินดิจิทัลนั้น ก่อนหน้านี้ ผอ.สำงบประมาณ เคยชี้แจงว่าสามารถทำได้ หากยังเป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ที่จะพิจารณา
ขณะนี้พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฯ พ.ศ.2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท ที่จะนำมาใช้ในโครงการผ่านการพิจารณาของสภาแล้ว อยู่ในขั้นตอนรอทูลเกล้าฯ
ผอ.สำนักงบประมาณระบุด้วยว่าโครงการยังทันกรอบเวลาเดิม แต่จะต้องเริ่มใช้จ่ายงบให้ทันในเดือนก.ย.นี้ และเมื่อเข้าสู่กระบวนการใช้จ่ายเงินตามระเบียบแล้วก็ใช้เป็นงบผูกพันได้
สรุปตามที่ผอ.สำนักงบฯ ชี้แจง ไม่ว่าแจกในรูปแบบเงินดิจิทัล หรือเงินสด ย่อมทำได้หากเป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แม้นายกรัฐมนตรีคนก่อนต้องพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้โครงการดิจิทัลวอลเล็ตต้องสะดุดไปด้วยนั้น แต่การดำเนินโครงการที่ผ่านมาก็ลุล่วงมาไกลแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น มีจำนวนมากถึง 30 ล้านคน สะท้อนถึงความนิยม และความต้องการของประชาชน อีกทั้งงบประมาณเพิ่มเติมก็ผ่านการความเห็นชอบของสภาเรียบร้อย
จึงมีกระแสเรียกร้องต่อรัฐบาลใหม่ให้เร่งสานต่อโครงการ ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเป็นไปได้ โดยอาจปรับรูปแบบเป็นเงินสดแทน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการ และผู้สูงวัย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การแจกเงินสดนั้นรวดเร็ว แต่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจไม่เต็มที่ ไม่ตรงเป้า ดังนั้น รัฐบาลต้องมีมาตรการที่รัดกุม อุดช่องโหว่ข้อเสียให้มากที่สุด