มีผู้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับที่ยื่นยุบพรรคก้าวไกล
โดยอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ จนนำไปสู่คำสั่งถอดถอนพ้นตำแหน่งนายกฯ
นอกจากนี้ ผู้ร้องยังอ้างหลักฐานด้วยว่า พรรคเพื่อไทยยินยอมให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกชี้นำกิจกรรมของพรรค ซึ่งแสดงออกในหลายเหตุการณ์ถึงการยกย่อง ให้ความสัมพันธ์ใกล้ชิด ให้การต้อนรับ เป็นต้น
ทั้ง 2 กรณีดังกล่าวเข้าข่ายที่จะวินิจฉัยให้ยุบพรรคเพื่อไทยได้ เช่นเดียวกับยุบพรรคก้าวไกล
การใช้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบต่างๆ เพื่อยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนตัดสิทธิ์นักการเมืองนั้น ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม และคู่แข่งขันทางการเมืองมากขึ้น
โดยเฉพาะนับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา คณะรัฐประหารออกประกาศคำสั่ง พร้อมแต่งตั้งคณะตุลาการขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ จนนำไปสู่การยุบพรรคแกนนำรัฐบาลที่คณะรัฐประหารแย่งชิงอำนาจไป
ต่อมาหลังมีรัฐธรรมนูญ 2550 เครือข่ายอำนาจและบริวารก็ยังใช้เครื่องมือดังกล่าวเพิกถอนสิทธิ์นายกฯ ถึง 2 คน รวมทั้งยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคอีกจำนวนมาก
จวบจนรัฐประหาร 2557 ถึงปัจจุบัน การยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองก็ยังดำเนินอยู่ และจะเข้มข้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
การยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ์ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยคณะบุคคล หรือองค์กรหน่วยงานที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนนั้น ในวิถีทางประชาธิปไตยย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
เนื่องจากการสั่งยุบ ตัดสิทธิ์ เพิกถอนดังกล่าว ส่งผลกระทบและละเมิดต่อหลักสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตยของประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรค ผู้ที่เลือกพรรค และเลือกนักการเมืองนั้นๆ ไปด้วย
ปัจจุบันเครือข่ายบริวารรัฐประหาร และกลุ่มการเมืองสุดขั้ว ก็ยังเคลื่อนไหวผ่านกระบวนการเหล่านี้ เพื่อทำลายล้างพรรค และนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม
ดังนั้น จากหลายกรณีที่เคยเกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้นอีก ตอกย้ำว่าต้องเร่งแก้รัฐธรรมนูญ 2560 กฎหมายประกอบที่เกี่ยวข้องกับพรรคและนักการเมือง เพื่อให้สอดคล้องต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตย และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนด้วย