การเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี เป็นการแข่งขันระหว่าง 2 ผู้สมัคร นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา อดีตนายก อบจ.ราชบุรี สมัยที่ผ่านมา กับนายชัยรัตน์ ศักดิ์อิสระพงศ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน
ผลคะแนนไม่เป็นทางการปรากฏว่า นายวิวัฒน์ ได้ 242,297 คะแนน นายชัยรัตน์ ได้ 175,353 คะแนน ทิ้งห่างกัน 66,944 คะแนน
แม้จะเป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น แต่สนามเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี ครั้งนี้ได้รับความสนใจจับตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นสนามการเมืองแรก หลังจากพรรคก้าวไกลถูกตัดสินยุบพรรค ส่งไม้ต่อให้พรรคประชาชน
ที่หมายมั่นให้ได้มาซึ่งชัยชนะในทุกสนามเลือกตั้ง ตามคำแถลงปลุกใจมวลชนนำความคับแค้นที่ถูกยุบพรรค ไประเบิดในทุกคูหาเลือกตั้งของประเทศ
วันที่ก้าวไกลโดนยุบ หลายคนเชื่อจะเป็นแรงส่งให้พรรคที่รับช่วงต่อ ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นถึงขั้นแลนด์สไลด์เลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า
ถัดจากนั้นไม่กี่วันยังเกิดความพลิกผันครั้งใหญ่ในฝ่ายรัฐบาล ส่งผลต่อคะแนนนิยมของแต่ละพรรคเช่นกัน
โพลสำรวจพบว่า การร่วมรัฐบาลของประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคะแนนนิยมที่น่าสนใจ โดยในกลุ่มคนเคยเลือกประชาธิปัตย์มีความไม่พอใจเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มคนเคยเลือกเพื่อไทย กลับมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น
เมื่อถามถึงความรู้สึกเมื่อก้าวไกลถูกยุบ พบว่า ร้อยละ 44.1 รู้สึกเฉยๆ ร้อยละ 29.7 เสียใจ และร้อยละ 26.2 รู้สึกดีใจ
สะท้อนว่า การยุบพรรคก้าวไกลสร้างความรู้สึกหลากหลายในหมู่ประชาชน เป็นสัญญาณแบ่งขั้วทางความคิด และการตอบสนองที่แตกต่างกันตามสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย
ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี พรรคประชาชนระดมแกนนำ สส.และทีมงานคณะก้าวหน้า ลงพื้นที่หาเสียงอย่างหนัก ทั้ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายชัยธวัช ตุลาธน 3 อดีตหัวหน้าพรรคสีส้ม และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
แต่ภายใต้บริบทที่แตกต่างกันระหว่างสนามท้องถิ่นกับระดับชาติ ทำให้ผลเลือกตั้ง 1 กันยายนที่ผ่านมา นอกจากชาวราชบุรี คนส่วนใหญ่รู้สึกเหนือความคาดหมาย
ถึงจะมองมุมบวกว่า เป็นความพ่ายแพ้ที่คะแนนเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี เมื่อปี 2563 กว่าเท่าตัว แต่หากมองภาพรวมจากการเลือกนายก อบจ.หลายจังหวัดก่อนหน้า รวมถึงครั้งนี้
ชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังมีการบ้านต้องทำอีกมาก จะหวังพึ่งกระแสอย่างเดียวไม่ได้ เพราะกระแสพรรคการเมืองมีขึ้นมีลง เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ได้ทุกเมื่อ