แม้นายกรัฐมนตรี จักได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่แล้ว แต่ความเป็นรัฐบาลก็ยังไม่อาจสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ

รัฐธรรมนูญกำหนดให้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายด้วย

เพื่อให้สมาชิกสภาได้ทราบล่วงหน้าว่ามีนโยบายอะไรและอย่างไร เพื่อเป็นการผูกมัดคณะรัฐมนตรีในการบริหารนโยบายตามที่ได้แถลงไว้

หากเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามที่แถลงไว้ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการตั้งมาตรการตั้งกระทู้เพื่อสอบถามหรือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจให้คณะรัฐมนตรีชี้แจง

ดังนั้น ในวันที่ 12-13 กันยายนนี้ ประธานรัฐสภา จึงกำหนดวันเรียกประชุมร่วมทั้งสองสภา เพื่อให้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ชี้แจงแถลงแนวนโยบาย ก่อนที่จะบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ส่งคำแถลงนโยบายมอบให้แก่สมาชิกรัฐสภาได้ศึกษา เพื่อตั้งข้อสังเกต อภิปราย ซักถามข้อสงสัย โดยไม่ต้องมีการลงมติอย่างใดอย่างหนึ่ง

สาระสำคัญ ระบุถึงภาวะความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเผชิญ เติบโตน้อยกว่าศักยภาพ หนี้สินเรื้อรัง ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม และการเมือง

จึงกำหนดนโยบายเพื่อพลิกฟื้นประเทศจากปัญหารุมเร้า โดยมีนโยบายเร่งด่วนที่ดำเนินการทันทีรวม 10 หัวข้อใหญ่ๆ ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ซึ่งจะต้องติดตามและตรวจสอบต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสำคัญที่อยู่ในการแถลงครั้งนี้ด้วย เช่น ยกระดับระบบสาธารณสุขไทยเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ สนับสนุนการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ และส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ

ขณะที่นโยบายด้านการเมือง ระบุว่าจะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ ยึดหลักนิติธรรมและเป็นไปด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้

หนึ่งในนั้น ได้แก่ เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็ว ปฏิรูประบบราชการและกองทัพ และยกระดับการบริการภาครัฐให้สนองตอบความต้องการของประชาชน

อย่างไรก็ตาม นโยบายที่กำหนดขึ้นมา ทุกรัฐบาลมักจะเขียนไว้อย่างสวยหรู สร้างความหวังให้ชวนใฝ่ฝัน แต่ที่สำคัญคือการแปรทุกประโยคที่เขียนให้เป็นความจริงได้หรือไม่ ซึ่งเป็นความท้าทาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน