ผลพวงพายุ “ยางิ” สร้างความเสียหายให้พื้นที่ภาคเหนือตอนบนของไทยโดยเฉพาะ จ.เชียงราย
มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุ จ.เชียงราย เผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากช่วงฤดูฝนทุกปีทั้งในเขตเมืองและนอกเขตเมือง
ในเขตเมืองมีแม่น้ำกกไหลผ่าน ช่วงฤดูน้ำหลากทำให้น้ำล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ และด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงระหว่างภูเขา เป็นปัจจัยหนุนเสริมทำให้เกิดน้ำท่วมได้ง่าย
นอกเขตเมือง ประสบปัญหาน้ำป่าดินโคลนถล่มเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภูเขาหรือเทือกเขา การจัดการระบบระบายน้ำไม่เพียงพอ เมื่อเกิดฝนตกหนักน้ำจะไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็ว
ก่อความเสียหายต่อบ้านเรือนทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของทั้งภาครัฐและเอกชน
ข้อมูลแผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย 2566-2570 ยังชี้ว่า ปัจจุบันการขยายตัวของเมืองเชียงรายมีลักษณะก้าวกระโดด มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง อาคารบ้านเรือน และเส้นทางคมนาคมขนส่ง อย่างรวดเร็วต่อเนื่อง
แม่น้ำลำคลองที่เคยทำหน้าที่เป็นทางระบายน้ำธรรมชาติถูกบุกรุกและถม จนเสื่อมสภาพไม่สามารถรองรับน้ำฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง
การขยายตัวของเมืองส่งผลต่อระบบนิเวศ พื้นที่ป่าไม้ซึ่งมีบทบาทดูดซับน้ำฝน ป้องกันน้ำป่าดินโคลนถล่มถูกทำลาย จากข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าเชียงรายปี 2566 พบลดลงจากปีก่อนหน้ากว่า 8,200 ไร่
การก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขงในจีน ยังส่งผลกระทบต่อประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง รวมถึง จ.เชียงราย ของไทยซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง
ขณะที่หน่วยงานบริหารจัดการน้ำในไทยมีมากถึง 38 หน่วยงานใน 10 กระทรวง
แต่ละหน่วยงานมีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกัน เช่น แจ้งข้อมูลเตือนภัย ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ดูแลระบบชลประทาน ให้ข้อมูลสถานการณ์น้ำ เป็นต้น ซึ่งหลายหน่วยงานบทบาททับซ้อนกัน คือปัญหาอย่างหนึ่ง
รัฐบาลใหม่ซึ่งกำลังจะเข้าปฏิบัติหน้าที่เต็มอำนาจหลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบาย มีภารกิจเร่งด่วนคือ ช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และเตรียมการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ
ส่วนระยะยาวคือ การวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบที่พูดถึงกันมานานกว่าสิบปี สังคมคาดหวังจะเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมในรัฐบาลชุดนี้เสียที