ผลเลือกตั้งซ่อม สส.พิษณุโลก เขต 1 ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย แกนนำรัฐบาล เอาชนะผู้สมัครจากพรรคประชาชน แกนนำฝ่ายค้าน อาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นความได้เปรียบของพรรคแกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มต้นกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่
ตรงกับช่วงเดียวกับที่พรรคประชาชนเพิ่งเริ่มต้นใหม่เช่นกัน หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค
นอกจากนี้ ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ที่ไม่เคยชนะมา 22 ปี และความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนในฐานะแชมป์เก่า ยังถูกมองว่ามาจากการผนึกกำลังของพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคต่อพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว
แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร การแข่งขันนี้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยที่ควรเป็นและควรพัฒนาต่อไป
ก่อนการเลือกตั้งซ่อมสส.พิษณุโลกครั้งนี้ มีประเด็นทางการเมืองที่ถกเถียงระหว่างสองพรรคใหญ่ที่อยู่คนละฝ่าย ว่าการทำหน้าที่ของ “ฝ่ายค้าน” ผันเป็น “ฝ่ายแค้น” หรือไม่
เมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นกล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมร่วมรัฐสภาระหว่างสมาชิกอภิปรายนโยบายของรัฐบาลใหม่ เรียกร้องให้ฝ่ายค้านร่วมกันสร้างการอภิปรายที่สร้างสรรค์
ไม่สร้างวาทกรรมเกลียดชังที่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหัวข้อต่างๆ
หลังจากเนื้อหาในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาบางคนโจมตีความเป็น “พ่อ-ลูก” ของนายกฯ และอดีตนายกฯ ว่ามีผลต่อการบริหารบ้านเมือง โดยไม่ได้วิจารณ์ถึงตัวนโยบายโดยตรง จนดูเหมือนเป็น “ฝ่ายแค้น”
ผลกระทบจากการจุดประเด็นนี้ แม้ทำให้สมาชิกพรรคสองฝ่ายโต้แย้งกันไปมา แต่การแสดงท่าทีของสมาชิกสองพรรคการเมืองที่อยู่คนละฝ่ายหลังการเลือกตั้งซ่อม สส.พิษณุโลก เป็นไปในทางที่ดีขึ้น
โดยเฉพาะการแสดงความยินดีกับผู้ชนะ และการไม่เยาะเย้ยผู้พ่ายแพ้ แม้กองเชียร์ของสองฝ่ายยังปะทะคารมอยู่บ้าง หากแต่การเคารพเสียงของประชาชนผู้ใช้สิทธิเป็นเรื่องสำคัญ
บรรยากาศโดยรวมในการแข่งขันจึงเป็นไปตามวิถีประชาธิปไตยที่ประชาชนจะได้เรียนรู้และร่วมกันพัฒนา ไม่ยึดว่าตนเองดี เก่ง ฉลาดเหนือคนอื่น
เพื่อทำให้การถกเถียงทางการเมืองมุ่งไปที่เนื้อหาและเน้นการใช้เหตุผล หลักฐานข้อมูลในการตรวจสอบทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยไม่ต้องแค้นเคืองต่อกัน