พรรคเพื่อไทยยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา หลักๆ ได้แก่
แก้ไขมาตราว่าด้วยการกำหนดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ของบุคคลที่มีลักษณะต้องห้าม แก้ไขมาตราว่าด้วยการกำหนดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.
แก้ไขมาตราว่าด้วยคุณสมบัติรัฐมนตรี ที่ต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ แก้ไขเป็น “ไม่มีพฤติกรรมหรือการกระทำที่ประจักษ์ว่า ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต” กำหนดตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขบังคับใช้
ส่วนที่ว่า ต้องไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง แก้ไขให้ชัดเจนว่า ต้องเป็นคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการในศาลฎีกา รวมถึงแก้ไขกลุ่มมาตราเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมที่กำหนดเป็นคุณสมบัติรัฐมนตรี
ยังมีประเด็นแก้ไขมาตราว่าด้วยมติศาลรัฐธรรมนูญ กรณีวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ สส. สว. หรือความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว แก้เป็นให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของตุลาการที่มีอยู่
แก้ไขมาตราว่าด้วยอำนาจป.ป.ช. เกี่ยวกับการพิจารณาคดี สส.มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ที่กำหนดให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งโดยไม่มีกำหนดเวลา และเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี โดยแก้ไขระยะเวลาการเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง 5 ปี แต่ไม่มีการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง
แก้ไขมาตราว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถทำได้
และแก้ไขมาตรากำหนดรายละเอียดของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ต้องผ่านการทำประชามติคือ การแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 หมวด 2 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น
ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราดังกล่าว ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายในสังคมการเมือง ซึ่งมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
มีทั้งเห็นด้วยว่าควรแก้ไขเพียงบางประเด็น หรือบางประเด็นควรแก้ไขก็จริง แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการตอนนี้ การแก้ไขหลายประเด็นมากเกินไป อาจทำให้เกิดข้อคิดเห็นแตกต่างตามมามากเช่นกัน
แม้ฝ่ายค้านจะเห็นด้วย แต่กุญแจความสำเร็จคือ พรรคแกนนำรัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายให้พรรคร่วมและสว. เห็นคล้อยตามกับทุกการแก้ไขนี้
สำคัญกว่านั้นคือ การอธิบายให้สังคมเข้าใจและเชื่อใจได้ว่า การแก้ไขทำไปเพื่อให้บ้านเมืองมีกฎหมายที่เป็นธรรมและยุติธรรมมากขึ้น ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เสนอแก้ไข