จากสถานการณ์อุทกภัยใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือหลายจังหวัด สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนนับหมื่นครัวเรือน
รวมถึงความเสียหายด้านเศรษฐกิจจากน้ำท่วมพื้นที่การเกษตร อาคารบ้านเรือน ร้านค้า สิ่งปลูกสร้าง โรงเรียน โรงพยาบาล วัด ฯลฯ ที่บางจุดเทียบเท่าหรือหนักกว่ามหาอุทกภัยปี 54 เสียด้วยซ้ำ
ด้วยเส้นทางน้ำเหนือที่จะกระจายลงแม่น้ำ 4 สาย ปิง วัง ยม น่าน ก่อนมาบรรจบกันที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ แล้วไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนแม่น้ำป่าสักที่ไหลผ่าน
ภาพเส้นทางดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มตอนปลายแม่น้ำเจ้าพระยา จะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดหากเทียบกับปี 54
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 54 เป็นภาพฝันร้ายของประชาชนทั่วประเทศโดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร และชาวปริมณฑล
ภายใต้คำถามหวาดหวั่นว่าปี 67 น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ เหมือนปี 54 หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญ ระบุคำตอบอยู่ที่ 4 ปัจจัย คือ น้ำฝน น้ำเหนือ น้ำหนุน และการบริหารจัดการน้ำ
เริ่มจากปัจจัยแรก จำนวนพายุเข้าไทยปี 54 มีถึง 5 ลูก แต่ในปี 67 มีเพียง 1 ลูก คือ “ซูลิก” แต่ก็ไม่ได้เคลื่อนเข้าไทยโดยตรง ส่วนปริมาณฝนสะสมปี 67 สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 2% ขณะที่ปี 54 สูงกว่าค่าปกติถึง 24%
ขณะที่ปริมาณเขื่อนรองรับน้ำปี 54 เนื่องจากปริมาณฝนสะสมสูงกว่าปกติทำให้เขื่อนหลักของประเทศไทยรองรับน้ำได้เพียง 1,366 ล้านลบ.ม. แต่ในปี 67 เขื่อนหลักยังสามารถรองรับน้ำได้ถึง 7,162 ล้านลบ.ม.
ด้านการบริหารจัดการน้ำ เน้นไปที่เขื่อนเจ้าพระยาที่รองรับน้ำเหนือไหลเข้ามา ปัจจุบันเขื่อนปล่อยน้ำอยู่ที่ 1,900 ลบ.ม./วินาที แต่หากมีน้ำเหนือเติมเข้ามามากขึ้น ตามแผนต้องปรับเพิ่มเป็น 2,000 ลบ.ม./วินาที
อาจกระทบกับพื้นที่ท้ายเขื่อน 4 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท แต่จะไม่กระทบกับพื้นที่กรุงเทพฯ
แต่หากมีน้ำทะเลหนุน อาจกระทบต่อระดับน้ำลุ่มเจ้าพระยาในพื้นที่ต่ำ และจุดฟันหลอริมแม่น้ำ 32 จุด ซึ่ง กทม.และปริมณฑลเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว ทุกหน่วยงานยืนยันไม่กระทบพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญโดยเฉพาะกรุงเทพฯ แน่นอน
ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังควรรับฟังข้อมูลข่าวสารแจ้งเตือนจากทางการเท่านั้น การหลงไปกับกระแสในโซเชี่ยลเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดการตื่นตระหนกเกินกว่าสถานการณ์จริง