นายกรัฐมนตรียืนยันรัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศ และจะทำงานร่วมกับนานาประเทศในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
หลังประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชอาร์ซีอีกครั้ง ในวาระปี พ.ศ.2568-2570 พร้อมกับขอบคุณประเทศสมาชิกที่สนับสนุน
การลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก โดยได้รับเลือกด้วยคะแนนสูงที่สุดในกลุ่มที่จำนวน 177 คะแนน เหนือกว่าไซปรัส กาตาร์ และเกาหลีใต้
ผลการเลือกครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีซึ่งอยู่ระหว่างร่วมประชุมอาเซียนซัมมิท ที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวพอดี และมีผู้นำในกลุ่มอาเซียนร่วมแสดงความยินดีกับประเทศไทยอย่างถ้วนหน้า
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มีสมาชิกรวม 47 ประเทศ ได้แก่ กลุ่มแอฟริกา 13 ประเทศ กลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก 13 ประเทศ กลุ่มยุโรปตะวันออก 6 ประเทศ กลุ่มละตินอเมริกาและแคริบเบียน 8 ประเทศ และกลุ่มยุโรปตะวันตก 7 ประเทศ
มีหน้าที่สําคัญในการสอดส่องดูแลการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั่วโลก หยุดยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น สร้างบรรทัดฐานของการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและให้ข้อเสนอแนะ
รวมทั้งส่งเสริมขีดความสามารถ สําหรับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ เป็นองค์การระหว่างรัฐบาลในระบบสหประชาชาติ ซึ่งจัดตั้งขึ้นแทนหน่วยงานเดิมคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
ก่อนหน้านี้ ในปี พ.ศ.2553-2556 ประเทศไทยเคยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีนี้ด้วย
นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ จากกรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านานาชาติมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และยอมรับบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก
จึงรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกครั้งนี้ โดยจะเร่งให้ประเทศไทยมีบทบาทสร้างสรรค์ เป็นสะพานเชื่อมประสานความแตกต่างแสวงหาทางออกและฉันทามติ
รวมถึงผลักดันให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความท้าทายของโลก และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
จากนี้เป็นต้นไป จึงเป็นความท้าทายต่อบทบาทของรัฐบาลไทยว่ามีความมุ่งมั่นตั้งใจในการส่งเสริม สนับสนุนการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศ อาเซียนและนานาชาติเพียงใด สมกับที่ได้รับความไว้วางใจหรือไม่