ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการแจกเงิน 1 หมื่นบาทในระยะที่ 2

โดยรอบนี้แจกให้แก่ประชาชนผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นของรัฐบาลไปแล้ว รวมประมาณ 4 ล้านคน ใช้วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท

ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ค่อนข้างลำบาก ขาดสภาพคล่อง มีความสามารถในการหารายได้น้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่เป็นคนละส่วนกับกลุ่มเปราะบางและผู้พิการที่ได้รับเงิน 1 หมื่นไปแล้วในเฟสแรก 14 ล้านคน

รัฐบาลระบุไม่เกินช่วงตรุษจีน ราวปลายเดือนม.ค.ถึงต้นเดือนก.พ.2568 จะเติมเงินให้กลุ่มสูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป

นอกจากมาตรการเติมเงินเฟส 2 แล้ว รัฐบาลระบุว่าเห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน และหนี้สินผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล

เบื้องต้นแบ่งเป็นกลุ่มหนี้สินจากการผ่อนบ้าน รถยนต์ และเพื่อประกอบอาชีพ หรือกลุ่มเอสเอ็มอี มีมาตรการจะพักจ่ายดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี แก่กลุ่มหนี้สินเอ็นพีแอล

โดยมีเงื่อนไขคือ กลุ่มหนี้บ้านไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย เป็นเอ็นพีแอลไม่เกิน 1 ปี หนี้ซื้อรถยนต์ไม่เกิน 80,000 บาทต่อคัน เป็นเอ็นพีแอลไม่เกิน 1 ปี และกลุ่มเอสเอ็มอีที่กู้วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นเอ็นพีแอลไม่เกิน 1 ปี

รัฐบาลประมาณการวงเงินมูลหนี้รวม 1.31 ล้านล้านบาท และมีลูกหนี้รวม 2.3 ล้านบัญชี

ภาระหนี้สินประชาชน ภาคครัวเรือน และผู้ประกอบการรายย่อย แม้ในช่วงปี 2567 จะปรับตัวลดลง แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สูงอยู่ ซึ่งส่งผลต่อโอกาสทางรายได้ สภาพคล่อง ปัญหาปากท้อง และความมั่นคงในชีวิต

ปัญหาเหล่านี้ต่อเนื่องมานับสิบปี เป็นผลจากความขัดแย้ง การไร้เสถียรภาพทางการเมือง โรคระบาด สงครามการต่อสู้ด้วยอาวุธในประเทศต่างๆ และสงครามการค้าที่จะรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

การที่รัฐบาลออกมาตรการระยะสั้นในรูปแบบต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาปากท้อง ไม่ว่าจะเป็นการเติมเงิน และพักชำระหนี้ น่าจะตอบสนองความต้องการประชาชนได้ระดับหนึ่ง

ส่วนมาตรการระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าหารายได้ เพิ่มการลงทุน การท่องเที่ยว สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน