นอกจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงินสด 10,000 บาท เฟส 2 ให้กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 4 ล้านคน ให้ทันช่วงเทศกาลตรุษจีน 2568
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เป็นประธาน ยังมีอีกโครงการน่าสนใจคือการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนให้กับประชาชน
ด้วยการพักชำระดอกเบี้ย 3 ปีให้ลูกหนี้ 3 กลุ่ม ที่เป็นหนี้เสียอายุไม่เกิน 1 ปี กำหนดปิดวันนับยอดหนี้ 1 ปี ไม่เกินวันที่ 31 ต.ค.2567 ได้แก่ ลูกหนี้สินเชื่อบ้าน ลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี
รวม 3 กลุ่มมีจำนวนลูกหนี้เข้าข่าย 2.3 ล้านบัญชี มูลหนี้รวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท
ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความท้าทาย 9 ประการที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญ
ความท้าทายที่ถูกจัดให้อยู่อันดับแรกคือ ความท้าทายของชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย
โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินครัวเรือน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 16 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ถึงแม้ในช่วงกลางปี 2567 ระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะดีขึ้น ปรับตัวลดลงเหลือร้อยละ 89.6 จากร้อยละ 90.7 ของไตรมาสก่อนหน้านี้ แต่ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง
แต่ละเดือนประชาชนมีภาระชำระหนี้สูง และอาจมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ไม่ว่าสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อเอสเอ็มอี
การผลักดันปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ รัฐบาลชุดนี้กำหนดให้เป็นนโยบายเร่งด่วน เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาหนี้ธุรกิจเอสเอ็มอี
การแจกเงินสด 10,000 บาท เฟส 1-2 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การพักชำระดอกเบี้ยเพื่อลดภาระหนี้สินให้ประชาชน การสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าวให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท
เหล่านี้คือตัวอย่างผลดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา หลังเข้ามาบริหารประเทศไม่ถึง 3 เดือน ถึงกระนั้นก็ยังมีนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินไปให้ถึงขั้นสุดคือ การสร้างความสามัคคีปรองดองในสังคมไทย
ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทุกคน ต้องดูว่าเวลาที่เหลืออีก 2 ปีครึ่ง รัฐบาลชุดนี้จะทำสำเร็จได้มากน้อยเพียงใด