ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ตัดสินใจจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายดำเนินการกับผู้ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ระบุเป็นการร้องเท็จ

กล่าวหาว่าร่วมกระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ระบุมีความผิดรวมทั้งสิ้น 6 ประเด็น อ้างว่าพรรคเพื่อไทยร่วมมือกับผู้ถูกร้องที่ 1 คือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำตามที่กล่าวหา

ที่ผ่านมา มีการยื่นร้องและประสบความสำเร็จมาแล้ว จนมีผลให้นำไปสู่การยุบพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย

กรณีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดก่อน ขอให้ร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสองเลิกการกระทำ แต่อัยการสูงสุดมิได้ดำเนินการภายใน 15 วัน

ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกทาง ขอให้วินิจฉัยสั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 1 เลิกกระทำการและให้ผู้ถูกร้องที่ 2 เลิกยินยอมให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ใช้เป็นเครื่องมือกระทำการดังกล่าว

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้มีหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อขอทราบว่าได้ดำเนินการตามคำร้องของผู้ร้องไปแล้วอย่างไร และรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงใด โดยให้จัดส่งต่อศาลภายใน 15 วัน

จนกระทั่ง อัยการสูงสุดส่งเอกสารตามหนังสือเรียกเอกสาร หลักฐาน หรือบุคคลมายังศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งเหตุผลที่ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลา

สำหรับคำร้องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการกระทำใดๆ จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายและความประสงค์ระดับที่วิญญูชนคาดเห็นได้ว่าน่าจะทำให้เกิดผล

โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับพิจารณาข้อกล่าวอ้างในประเด็นที่ 1 และประเด็นที่ 3 ถึงประเด็นที่ 6 ชี้ว่ายังไม่มีน้ำหนักพยานหลักฐาน เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองน่าจะทำให้เกิดผลดังกล่าว

ประเด็นที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยเห็นว่ายังไม่มีน้ำหนักพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าการกระทำของผู้ถูกร้องน่าจะทำให้เกิดผลเช่นกัน

การที่ศาลมีคำสั่งเช่นนี้ น่าจะเป็นข้อเตือนใจให้บรรดาผู้ยื่นร้องมีความตระหนักในข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานมากกว่าการร้องเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง จึงสมควรถูกดำเนินการทางกฎหมายเช่นกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน