คณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 22 ประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือฝ่ายรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง นัดประชุมในวันที่ 12 ธ.ค.2567 เพื่อพิจารณาปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศในบางสาขาอาชีพ และบางกิจการ
ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง ระบุว่าขณะนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งรายชื่อ 2 กรรมการฝ่ายรัฐเรียบร้อยแล้ว ทำให้กรรมการไตรภาคีครบสมบูรณ์ทั้ง 3 ฝ่าย
ประธานคณะกรรมการค่าจ้างระบุด้วยว่า การประชุมดังกล่าวจะหารือถึงรายละเอียดจำนวนค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด โดยขอให้มั่นใจว่าจะขับเคลื่อนอย่างเป็นธรรม และโปร่งใสให้มากที่สุด
การขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ทุกฝ่ายเฝ้าจับตามอง
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ออกมาแสดงจุดยืนต่อเรื่องนี้
โดยระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ เพราะส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานทุกประเภทหยุดกิจการ ลดขนาดกิจการ นำไปสู่การปลด และเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดต้นทุน เป็นต้น
อีกทั้งให้คำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ความสามารถของประเภทกิจการแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรม
คือเหตุผลส่วนหนึ่งของฝ่ายนายจ้าง
การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย แกนนำหลัก ระบุว่าจะทยอยปรับขึ้นไปตามลำดับไปจนถึง 600 บาทต่อวันภายในปี 2570 ครบวาระ 4 ปีของรัฐบาล
ปัจจุบันอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 อัตราสูงสุดอยู่ที่ จ.ภูเก็ต 370 บาทต่อวัน และลดหลั่นลงมาตามสภาพเศรษฐกิจแต่ละจังหวัด
รองลงมาคือกรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร อยู่ที่ 363 บาท ส่วนอัตราค่าจ้างน้อยที่สุด 330 บาท ที่นราธิวาส ปัตตานี และยะลา
ผ่านมาแล้ว 1 ปีที่คณะกรรมการค่าจ้างจะต้องนำมาพิจารณาใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงฝ่ายผู้ประกอบการ ที่ต้องมีมาตรการดูแลให้สมดุลและเป็นธรรมด้วย