คณะทำงานแห่งองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง แถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชน หลังเดินทางมาเยือนประเทศไทย
ระบุว่า อยู่ในก้าวการเป็นแบบอย่างความเท่าเทียมทางเพศในภูมิภาค พร้อมชื่นชมความก้าวหน้าสิทธิผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ทั้งกฎหมายและในเชิงสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะการศึกษา สาธารณสุข และการจ้างงาน
แต่ก็ยังกังวลต่อช่องว่างในการบังคับใช้ที่ขัดขวางการบรรลุความเสมอภาค โดยเสนอแนะว่ากลไกขับเคลื่อนเรื่องผู้หญิงระดับชาติ ควรได้รับการสนับสนุนทางการเงิน รวมถึงบุคลากร การจัดสรรงบประมาณด้วย
คณะทำงานชุดนี้ แสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าสนับสนุนให้รัฐบาลไทยใช้โอกาสนี้ ปรับปรุงเนื้อหาสาระของกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทางเดียวกับระดับสากล
สำหรับรายงานฉบับเต็มเรื่องนี้ คณะทำงานเตรียมสรุปประเด็นและรายละเอียด เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 59 ในเดือนมิถุนายน 2568
เป็นที่น่าสังเกตว่าคณะทำงานได้ลงพื้นที่ศึกษาในเชิงลึก พิจารณาหลายแง่มุมของชีวิตผู้หญิงและเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เผชิญรูปแบบการเลือกปฏิบัติที่ทับซ้อนแตกต่างกันไป
มีการหารือทั้งในกรุงเทพมหานคร, แม่สอด, เชียงใหม่ และหาดใหญ่ พบปะเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งในระดับท้องถิ่นและประเทศ ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานสหประชาชาติ และผู้เกี่ยวข้อง
จึงคาดว่ารายงานที่จะเสนอต่อที่ประชุมจะมีความครบถ้วน ส่งผลดีต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติด้วย เพื่อร่วมกับประเทศอื่นๆ และภูมิภาคต่างๆ ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
สำหรับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567 ส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเริ่มนับถอยหลังแล้ว
กำหนดให้มีผลบังคับในวันที่ 22 มกราคม 2568 โดยรัฐบาลได้ออกข้อบังคับและกฎกระทรวงต่างๆ เพื่อเตรียมการรองรับ จึงต้องจับตาว่าในวันที่บังคับใช้จริงจะประสบปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง
มีการจัดงาน “วันสมรสเท่าเทียม” ในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2568 โดยบางกอก ไพรด์ พร้อมพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน จัดจดทะเบียนสมรสเชิงสัญลักษณ์ให้คู่รัก LGBTQIAN+ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน
เพื่อเฉลิมฉลองการเริ่มต้นของความเท่าเทียมในประเทศไทย เป็นโอกาสให้คู่รักเข้าร่วมกิจกรรม พบปะกับชุมชนที่สนับสนุนความเท่าเทียม ส่วนหนึ่งจะต้องสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจกับผู้มีทัศนคติต่อต้านในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน