ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2568 เป็นต้นมา โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ เข้าสู่ระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศไทยทั้ง 77 จังหวัด

ส่งผลให้ประชาชนอีก 31 จังหวัดที่เหลือสามารถเข้ารับบริการตามโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยการใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียวก็เข้ารับบริการได้ทันที

รัฐบาลระบุว่าโครงการนี้ถือเป็นนโยบายเรือธงด้านสาธารณสุขของรัฐบาล ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวก และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ให้กับประชาชนทุกคน

เป็นอันว่าขณะนี้ 30 บาทรักษาทุกที่เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ และครบทั้ง 77 จังหวัด

โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่พัฒนาต่อยอดมาจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และต่อมาเรียกว่า สิทธิบัตรทอง

โดยเริ่มในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2545 เป็นนโยบายที่พลิกโฉมระบบสาธารณสุขของประเทศครั้งใหญ่ ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง และถูกนำไปพูดถึงในระดับนานาชาติด้วย

จากนั้นเริ่มยกระดับในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เมื่อปี 2566 แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ เพื่อดำเนินโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

ระยะที่ 1 นำร่อง 4 จังหวัด ร้อยเอ็ด แพร่ เพชรบุรี และนราธิวาส จากต้นปี 2567 ใช้เวลา 1 ปี เข้าสู่ระยะที่ 4 ครอบคลุมทั่วประเทศ

สำหรับจุดเด่นของ 30 บาทรักษาทุกที่ คือไม่ต้องขอใบส่งตัว โดยประชาชนที่มีสิทธิบัตรทองอยู่แล้ว สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ได้แก่ โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง สถานพยาบาลเอกชน ไม่ว่าจะเป็นร้านยา คลินิกพยาบาล เวชกรรม ทันตกรรม แพทย์แผนไทย และเทคนิคการแพทย์ ที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในระบบ

ที่สำคัญคือ ใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาพัฒนา เช่น ใบส่งตัวอิเล็กทรอนิกส์ นัดแพทย์ หรือปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ เพิ่มความสะดวก ลดการเดินทาง การรอคอย ลดความแออัดในร.พ. แบ่งเบาภาระแพทย์และพยาบาล มีบริการส่งยาถึงบ้าน รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน เป็นต้น

โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลที่จะพัฒนาระบบสาธารณสุข และหวังว่าในอนาคตจะต่อยอดยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน