สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย
แม้ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณในทิศทางที่ดี สะท้อนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพร้อมใจกันปรับเพิ่มเป้าจีดีพี โดยกระทรวงการคลังปรับเพิ่มจาก 2.4% เป็น 2.7%
ขณะที่ภาคเอกชนอย่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.ปรับเพิ่มจาก 2.2-2.7% เป็น 2.6-2.8% อันเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกและคู่ค้าสำคัญของไทยเริ่มฟื้นตัว มาปีนี้ 2568 กกร.ยังคงให้คะแนนในเชิงบวก
สอดคล้องกับรัฐบาลของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ตั้งเป้าว่าจะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3% ผ่านการดำเนินโครงการและมาตรการต่างๆ อาทิ การแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 และ 3 มาตรการแก้ปัญหาหนี้เสีย มาตรการช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความหวังเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญในสายตานักเศรษฐศาสตร์และภาคนักธุรกิจไทยคือ การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่เมื่อปลายปี 2567 และกำลังจะเข้าพีธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.นี้
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังมีความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้ จนกว่าทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งและเริ่มใช้อำนาจการบริหารงาน ในการประกาศทำสงครามการค้าเต็มรูปแบบกับทุกประเทศภายใต้นโยบายทรัมป์ 2.0
เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ากับทุกประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ ซึ่งรวมถึงไทยที่อยู่ในกลุ่มประเทศนี้ด้วย ที่อาจได้รับผลกระทบทำให้จีดีพีโตต่ำกว่าที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังตั้งเป้าไว้ที่ 3%
ขณะเดียวกันมุมมองความคิดเห็นประชาชน ผ่านผลสำรวจของสำนักโพลชื่อดังเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย 2568 เทียบกับปี 2567
ในจำนวน 1,300 กว่าหน่วยตัวอย่างที่ทำการสำรวจ พบ 34.35% ระบุ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะแย่เหมือนเดิม ขณะที่ในจำนวนตัวอย่างใกล้เคียงกัน 32.82% มองว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะแย่ลง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมี 21.99% เชื่อว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะดีขึ้น และ 10.84% เห็นว่าสถานการณ์จะดีเหมือนปีที่ผ่านมา
สรุปโดยรวม คนส่วนใหญ่เกือบ 70% ไม่เชื่อว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นในปีนี้ หรืออาจแย่กว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ตรงนี้จึงเป็นโจทย์ข้อยากประจำปี 2568 ของรัฐบาลที่จะแสดงฝีมือ ความรู้ความสามารถ
ไม่เพียงสร้างความมั่นใจให้ประชาชน แต่ต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์อีกด้วย