กรมการปกครอง เผยแพร่ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ประกาศจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ รวม 77 จังหวัด
พบว่า ทั่วประเทศมีจำนวนราษฎรรวมทั้งสิ้น จำนวน 65,951,210 คน เป็นสัญชาติไทย จำนวน 64,953,661 คน แบ่งเป็นชาย จำนวน 31,620,426 คน หญิง จำนวน 33,333,235 คน
ทั้งนี้ มีจำนวนราษฎรไม่ได้สัญชาติไทย 997,549 คน แบ่งเป็น ชาย 524,856 คน หญิง 472,693 คน โดยกรุงเทพมหานคร มีจำนวนราษฎรมากที่สุด จำนวนทั้งสิ้น 5,455,020 คน
เมื่อเทียบกับประกาศสำนักทะเบียนกลาง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 พบว่ามีจำนวนราษฎรทั้งที่มีสัญชาติไทย และไม่ได้สัญชาติไทย รวมทั้งสิ้น 66,052,615 คน แยกเป็นผู้มีสัญชาติไทย 65,061,190 คน และไม่ได้สัญชาติไทย 991,425 คน
จากข้อมูลข้างต้น พบว่าจำนวนราษฎรที่มีสัญชาติไทยและไม่ได้สัญชาติไทย มีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนวิกฤตอัตราการเกิดของเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง 4 ปี โดยดิ่งสุดต่ำกว่า 5 แสนคนต่อปี
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ว่าปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยกว่าตายถึง 1.1 แสนคน ถือว่าเกิดต่ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ใกล้เคียงกับประเทศเกาหลีใต้และสิงคโปร์
ขณะเดียวกัน จำนวนผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นมากเป็นลำดับ จากข้อมูลของกรมกิจการผู้สูงอายุ เมื่อปี 2567 มีผู้สูงอายุรวมทั้งสิ้น 13.06 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุจากโครงการสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 4.8 ล้านคน และผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังถึง 1.35 ล้านคน
จากนี้ไป ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะมีผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่สัดส่วนของอัตราการเกิด และจำนวนประชากรในวัยทำงานกลับลดน้อยลงเป็นลำดับ
คาดการณ์ว่าในปี 2578 จะมีผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ โดยพบว่ากลุ่มติดบ้านและติดเตียง กำลังเผชิญปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะ สูญเสียค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขจำนวนมาก
ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย รวมถึงองค์การปกครองท้องถิ่นจะต้องมีแผนการรับมือ
สิ่งที่จะสามารถทำได้ทันที ได้แก่ ส่งเสริมการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพและมีความสุข โดยมีสุขภาพ ร่างกาย จิตใจ สังคมที่ดี มีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ และสามารถพึ่งพาตนเองได้
น่าสนับสนุนที่ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์ให้สตรีไทยวัยเจริญพันธุ์ช่วยเพิ่มประชากรให้ประเทศด้วยการส่งเสริม
การแต่งงานและการมีบุตร ซึ่งจะทำให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้น แต่ต้องมีระบบสวัสดิการที่เอื้ออำนวยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยอันสมควรด้วย